ลิเวอร์พูล เอฟซี กำลังเดินหน้าสู่แชมป์ลีกครั้งแรกในรอบ 3 ทศวรรษ

ลิเวอร์พูล เอฟซี กำลังเดินหน้าสู่แชมป์ลีกครั้งแรกในรอบ 3 ทศวรรษ

การสตาร์ทอันร้อนแรงของ “หงส์แดง” ลิเวอร์พูล เอฟซี ด้วยสถิติที่ออกมาคือ ชนะ 24 จาก 25 เกมแรก ทำให้โอกาสที่จะเป็นแชมป์ลีกสูงสุดครั้งแรกในรอบ 3 ทศวรรษ

เปิดกว้างมาก

เปิดกว้างชนิดที่มากกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว

การออกนำอันดับ 2 ห่างถึง 22 คะแนน นั่นหมายว่าเป็น “หลุมดำ” ที่ใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่มีวงการฟุตบอลอังกฤษที่ตั้งมายาวนานกว่า 130 ปี
สิ่งที่เกิดขึ้น ไม่เพียงแต่การเล่นแบบ“เน้นนัดต่อนัด” ของ “เจอร์เก้น คล็อป ทีม” ที่ต้องได้รับเครดิตไปเต็มๆ อยู่แล้ว

ปัจจัยรอบด้านก็สำคัญไม่แพ้กัน เนื่องจากแต่ละทีมในปีนี้

ตรงๆ เลยก็คือ “เอา” ก็เหมือนกับว่า “ไม่เอา”

ผลัดกันขึ้นๆ ลงๆ โดยเฉพาะคู่ปรับสำคัญอย่าง “เรือใบสีฟ้า” แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้เกมตอนนี้“เหมือนขาด” กับ 13 เกม ที่เหลือในฤดูกาลนี้

เหตุผลมันมีมากมาย ลองมาไล่เลียงกันดู.
เป๊ป กวาร์ดิโอล่า คุมทัพได้ขึ้นๆ ลงๆ ทำให้ แมนฯซิตี้ ยังตามหลังห่างถึง 22 คะแนน

“เรือใบ” ยางแตก! เป็นผู้ตามที่ไม่ดี

ในยุคแห่ง “บิ๊กซิกซ์” ที่ทำไปทำมากลายเป็น “บิ๊กทู” หรือเปล่า เพราะ ลิเวอร์พูล กับ แมนฯซิตี้ โดดมาลุ้นแชมป์กันอยู่แค่สองทีมเท่านั้น

แต่อยู่ๆ “เป๊ป ทีม” กลับทำผลงานไม่ต่อเนื่อง ไม่ได้น่าเกรงขามเหมือนกับ 2 ฤดูกาลที่ผ่านมา
สาเหตุที่น่าสนใจก็คือ การขาดหายไปของ อายเมอริค ลาปอร์กต์ และเลรอย ซาเน่ รวมถึงแทคติคกับเชิงบอลของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ถูกคู่แข่งจับทางได้กระนั้นล่ะหรือ?!?!?!?

เริ่มจากการหายไปของ ลาปอร์กต์ กลายเป็นจุดสลบสำคัญในซีซั่นนี้ของแมนฯซิตี้ เพราะปราการหลังคนนี้สำคัญต่อเกมรับ และการเซตบอลของ เป๊ป ในตำแหน่งการยืนที่เหมือนกับที่ เฟอร์จีล ฟาน ไดจ์ค ปักหลักคัดท้ายเป็นหัวใจให้หงส์แดง

ลาปอร์กต์ เจ็บยาว ทำให้ เป๊ป มีปัญหาทันที เมื่อ นิโกลัส โอตาเมนดี้ ทำท่าไม่ดีมาตั้งแต่ปีก่อน ขณะที่ จอห์น สโตนส์ เข้าๆ ออกๆ กับทีมชุดใหญ่ เพราะมีปัญหา
ทั้งฟอร์มการเล่น และอาการบาดเจ็บที่เล่นงานอยู่เรื่อยๆ

ลงท้าย เป๊ป จำเป็นที่จะต้องถอยแฟร์นานดินโญ่ ลงมายืนกองหลัง

เมื่อเป็นแบบนี้ อันที่จริงการซื้อ โรดรี้ เข้ามาเติมนั้น ไม่ใช่ว่าจะได้เล่นเลย อย่างที่เคยเขียนมาตลอดว่า โรดรี้ มีดีคือพาบอลจาก “หลังไปกลาง” ไม่ใช่ “กลางไปหน้า” อีกอย่างก็คือ ยังไม่ได้เข้ามาเพื่อปรับตัวก็ต้องเป็นตัวหลักแบบไม่มีคนมาแทน เพราะ เป๊ป ไม่ต้องการให้ อิลคาย กุนโดกัน เล่นตรงนี้

ตัวเลือกลดลงไปจากแนวรับ บวกกับการเปลี่ยนแบ๊กซ้ายไปมาอยู่ตลอด สลับกันเล่นถึง 3 คน เพราะ เบนฌาแม็ง เมนดี้ สภาพร่างกายไม่ได้จริงๆ

ขณะเดียวกันการถดถอยด้วยวัยของ ดาบิด ซิลบา และการเล่นที่ไม่ได้จัดจ้านเหมือนปีก่อนของ แบร์นาโด้ ซิลวา ไม่ได้ช่วยเกื้อหนุนการเล่นของ เควิน เดอ บรอยน์ ที่รักษาตัวได้ดีในซีซั่นนี้ ทำให้ทีมขาดการต่อเนื่องในแดนกลาง รวมไปถึงการขาด ซาเน่ ที่คอยกดดันในตำแหน่งของ ราฮีม สเตอร์ลิ่ง ที่เล่นแบบ “หลังโล่ง”

ที่สำคัญก็คือ การประสบความสำเร็จเป็น 3 แชมป์ในประเทศเมื่อปีก่อน มีปัจจัยมาเกี่ยวพันพอสมควรกับเชื้อไฟของนักบอล

อีกหนึ่งจุดที่เพิ่มเติมมาระหว่างเส้นทางก็คือ การขาดเพื่อนคู่คิด มิตรคู่ใจอย่าง มิเกล อาร์เตต้า มีผลต่อการเปลี่ยนตัว หลายๆ ครั้งในระยะหลังนี้

คืออีกหนึ่งเหตุผลที่เริ่มสัมผัสได้อย่างแท้จริง
แฟรงค์ แลมพาร์ด จูเนียร์ กับงานที่เริ่มดูยากขึ้นเรื่อยๆ ในการคุม เชลซี

ความผิดพลาดของ3ทีมสำคัญ

3 ทีมสำคัญที่ว่านี้ก็คือ “ปีศาจแดง”แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, “ปืนใหญ่” อาร์เซนอลและ “สิงโตน้ำเงินคราม” เชลซี

ไม่น่าเชื่อว่า 3 ทีมนี้ มีแนวคิดที่ตรงกันนั่นคือ นำอดีตนักเตะของตัวเองมาคุมทีมทั้งมีและไม่มีประสบการณ์

โอเล่ กุนนาร์ โซลชา เข้ามาคุมทัพ แมนฯยูไนเต็ด จากประสบการณ์ที่เคยคุมทีมทั้ง โมลด์ และคาร์ดิฟฟ์ ซิตี้ ถามว่าเพียงพอต่อการคุมทีมระดับผีแดงหรือไม่

ก็ตอบตรงๆ ว่า ชั้นยังไม่ถึง

การบริหารจัดการของ โซลชา ดูเหมือนไม่มีเอกภาพที่เพียงพอ เพราะทำงานเหมือน“เกรงใจบอร์ดบริหาร” ซึ่งการทำงานกับทีมระดับใหญ่ มันไม่ควรเป็นแบบนี้

ทำให้เล่นฟุตบอลได้แบบวนไปวนมา หาทางกลับได้ก็กลับไปตันอีกครั้ง

ขณะที่ แฟรงค์ แลมพาร์ด จูเนียร์ ประเดิมการทำงานอย่างเต็มตัวกับทีมที่เติบโตขึ้นมายุคพรีเมียร์ลีกจนดังคับโลกอย่าง เชลซี ก็จัดการทีมได้ยังไม่สม่ำเสมอ เพราะเขายัง “ใหม่เกินไป” กับลีกระดับสูงแบบนี้

ยังผลให้ เชลซี เร่งไม่ขึ้นเช่นกัน

หนักสุดก็คือ อาร์เซนอล ที่ปลด อูไน อเมรี่ ออกจากตำแหน่งแล้วไปเลือก มิเกล อาร์เตต้ามาทำงานแทน

อาร์เตต้า ไม่มีประสบการณ์ใดๆ เลยในการทำงานระดับผู้จัดการทีม เมื่อต้องมา“แบกทีม” ที่ต้องการความสำเร็จอย่าง อาร์เซนอล ยิ่งหนักเข้าไปอีก

ความเหมือนของทั้ง 3 ทีมดัง ก็คือ เลือกนักเตะเก่ามาทำทีม

ก็เหมือนกันเลยก็คือ ลุ้นได้แค่ไปยุโรปเท่านั้น

เพราะการเล่นของทีมตอนนี้เหมือนกับ “รำหน้านาค”

เดินหน้าสองถอยหลังสาม!!!
โชเซ่ มูรินโญ่ ยังต้องการเวลาในการปลุกทัพ สเปอร์ส หลังจากมารับงานต่อจาก เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ ลิเวอร์พูล เอฟซี กำลังเดินหน้าสู่แชมป์ลีกครั้งแรกในรอบ 3 ทศวรรษ กับฟอร์มที่ดีต่อเนื่อง

การเปลี่ยนแปลง-เฉื่อยชาของสเปอร์ส

ความพ่ายแพ้ที่มาดริด ในค่ำคืนนัดชิงแชมเปี้ยนส์ลีก ส่งผลกระทบรุนแรงต่อเนื่องให้กับผู้แพ้ในวันนั้นอย่าง “ไก่เดือยทอง” ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์

มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเมื่อ เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ ไม่สามารถไปต่อได้ ทำให้ทีมไปเลือก โชเซ่ มูรินโญ่ เข้ามาทำงานแทน

ได้โค้ชที่ถือว่าเป็นมือเอกระดับท็อปของโลก แต่ สเปอร์ส ต้องใช้เวลาในการเรียกวิญญาณกลับมาอีกครั้ง กับความผิดหวังครั้งใหญ่

เป็นความผิดหวังที่เหมือนจะใช้คำว่า “ทีมแตก” เลยก็ว่าได้เพราะ “ใจสลาย” มาบ่อยครั้ง

นักเตะที่สู้กันมาหลายปี ยังไม่ได้โทรฟี่มาให้ชื่นใจ ทำให้หลายคนดูหมดไฟไปเรื่อยๆสุดท้ายต้องเสีย คริสเตียน เอริคเซ่น ออกไปจากทีม

ทำให้ สเปอร์ส ต้องเสียเวลาไปอีกหนึ่งฤดูกาลเป็นอย่างน้อย

……..ทั้งหมดคือเหตุผลสำคัญของ 5 สโมสรจาก “บิ๊กซิกซ์” ที่ขาดความสม่ำเสมอ บวกกับความสม่ำเสมอของ “หงส์แดง” ที่โดดเด่นและรักษามาตรฐานได้อย่างต่อเนื่อง ทำให้เมื่อเข้าสู่ 13 เกมสุดท้าย

ลิเวอร์พูล มีโอกาสที่จะเป็นแชมป์พรีเมียร์ลีกมากที่สุดนับแต่ได้แชมป์สมัยยังใช้ชื่อว่า “ดิวิชั่น 1” ในปี 1990

กับ 18 คะแนนที่ต้องการ หากทำได้การันตีแชมป์ทันที

พร้อมกับลุ้นว่า นอกจากจะได้แชมป์แล้ว อาจจะเป็นแชมป์ที่ได้แชมป์เร็วที่สุด หรือว่าเป็นแชมป์ไร้พ่ายอะไรโน่นกันเลย

อย่างไรก็ตาม ฟุตบอลยังมีให้สู้กันอีก 3 เดือน อะไรก็ตามที่ยังไม่อยู่ในมือนั่นหมายความมันยังไม่แน่นอน สงครามครั้งนี้ยังไม่สงบและยังไม่รู้ว่าจะจบอย่างไร

จะกลับมาอย่างยิ่งใหญ่ หรือจะมีอะไรอีกหรือไม่ อยู่ที่ปลายทาง
บี แหลมสิงห์