ไวรัสโคโรนา ทุบสถิติวันเดียวตาย 89 ศพ ยอดตายสะสมอยู่ที่ 811 ราย แซงหน้าโรคซาร์สแล้ว

ไวรัสโคโรนา ทุบสถิติวันเดียวตาย 89 ศพ ยอดตายสะสมอยู่ที่ 811 ราย แซงหน้าโรคซาร์สแล้ว

จีนยังไม่หายหนาว หลังยอดผู้เสียชีวิตจากเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 พุ่งพรวด ทุบสถิติวันเดียวตาย 89 ศพ ทำให้ยอดตายสะสมทะยานไปที่ 811 ราย แซงหน้าโรคซาร์สไปเรียบร้อย จนหลายพื้นที่ต้องขยายวันหยุดยาวไปอีก แต่ยังพอมีข่าวดีเมื่อนักวิจัยชี้อัตราการติดเชื้อรายใหม่เริ่มลดลง ส่อหยุดการแพร่ระบาดได้เร็วขึ้น แต่ยังเสี่ยงกลับมาระบาดซ้ำ ขณะที่ทีมนักวิทย์นานาชาติเร่งผลิตวัคซีนให้ได้ภายใน 6 เดือน ด้าน สธ.ไทยเผยผู้ป่วยไวรัสโคโรนาฯยังอยู่เท่าเดิม 32 ราย กลับบ้านแล้ว 10 ราย จ่อให้กลับเพิ่มอีก 4 ราย มี 2 รายอาการค่อนข้างหนัก ย้ำคนทำงานใกล้ชิดนัก ท่องเที่ยวต้องสวมหน้ากากอนามัย หากป่วยต้องรีบมาโรงพยาบาล ช่วยสกัดแพร่ระบาดในชุมชน

ยอดผู้เสียชีวิตและติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 มีต้นตอจากเมืองอู่ฮั่น มณฑลหูเป่ย ภาคกลางของจีน ยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเมื่อ 9 ก.พ.คณะกรรมาธิการสาธารณสุขแห่งชาติจีนแถลงว่า จนถึงเที่ยงคืนวันเสาร์ที่ 8 ก.พ.ยอดผู้เสียชีวิตในจีนแผ่นดินใหญ่เพิ่มขึ้นอีก 89 ราย ถือว่าเพิ่มขึ้นสูงสุดภายในวันเดียว ทำให้รวมยอดผู้เสียชีวิตทั้งหมด 811 ราย แซงหน้ายอดผู้เสียชีวิตจากโรคทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรง หรือโรคซาร์ส ช่วงปี 2545-2546 อยู่ที่ 744 ราย ส่วนใหญ่อยู่ในจีนและฮ่องกง ส่วนยอดผู้ติดเชื้อในจีนเพิ่มขึ้น 2,656 ราย เป็น 37,198 ราย ทิ้งห่างผู้ติดเชื้อโรคซาร์ส มีเพียง 8,098 ราย กว่า 5 เท่า และผู้เสียชีวิตเกือบทั้งหมดอยู่ในจีนแผ่นดินใหญ่ ส่วนอีก 2 คนอยู่ในฮ่องกงและฟิลิปปินส์ อย่างไรก็ตาม ถือว่าพบผู้ติดเชื้อรายใหม่น้อยกว่าเมื่อ 1 วันก่อน อยู่ที่ 3,399 รายหรือร้อยละ 20 นายไมเคิล ไรอัน หัวหน้าโครงการสาธารณสุขฉุกเฉินขององค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า การแพร่ระบาดอยู่ในช่วงคงที่ อาจสะท้อนให้เห็นถึงผลกระทบจากมาตรการควบคุมโรคสุดเข้มงวดต่างๆของทางการจีน
ส่วนยอดผู้ติดเชื้อในอีก 24 ประเทศเพิ่มขึ้นเป็น 288 ราย อยู่ในญี่ปุ่นมากที่สุด 96 ราย หลังพบผู้ติดเชื้อบนเรือสำราญ “ไดมอนด์ พรินเซส” ที่ถูกกักโรคอยู่นอกชายฝั่งเมืองโยโกฮามาอีก 6 ราย นอกจากนี้ยังพบผู้ติดเชื้อในสิงคโปร์ 40 ราย ไทย 32 ราย เกาหลีใต้ 25 ราย ไต้หวัน 16 รายมาเลเซีย 16 ราย ออสเตรเลีย 14 ราย เยอรมนี 14 ราย เวียดนาม 14 ราย สหรัฐฯ 12 ราย ฝรั่งเศส 11 ราย ยูเออี 7 ราย แคนาดา 6 ราย ฟิลิปปินส์ 3 ราย อังกฤษ 3 ราย อินเดีย 3 ราย อิตาลี 3 ราย รัสเซีย 2 ราย สเปน 2 ราย ส่วนเบลเยียม เนปาล ศรีลังกา สวีเดน ฟินแลนด์ กัมพูชา ต่างพบผู้ติดเชื้อประเทศละ 1 ราย

ขณะเดียวกัน ทางการจีนยังคงใช้มาตรการควบคุมการแพร่ระบาดสุดเข้มข้น เมืองอู่ฮั่นและทั่วมณฑลหูเป่ยยังถูกปิด มีการระดมแพทย์และพยาบาลจากทั่วประเทศเข้าสู่มณฑลหูเป่ยกว่า 20,000 คน ส่วนมณฑลเหอเป่ยทางภาคเหนือใกล้กรุงปักกิ่ง สั่งปิดโรงเรียนทั้งหมดต่อไปจนถึง 1 มี.ค.เป็นอย่างน้อย ขณะที่เทศบาลนครฉงชิ่ง ศูนย์กลางอุตสาหกรรมทางภาคตะวันตกเฉียงใต้ สั่งให้ประชาชนปิดประตูบ้านและวัดอุณหภูมิทุกคน ส่วนหลายเมืองใหญ่ รวมทั้งกรุงปักกิ่งและนครเซี่ยงไฮ้ ยังมีสภาพกึ่งเมืองร้าง เพราะผู้คนแทบไม่ออกนอกบ้าน ส่วนรัฐบาลจีนยังเร่งส่งเสบียงอาหารไปยังเมืองที่ขาดแคลน นอกจากนี้ ยังเกิดความกังวลว่าการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาจะรุนแรงขึ้นอีกหลังชาวจีนทั่วประเทศหลายร้อยล้านคนกลับมาทำงานตั้งแต่วันที่ 10 ก.พ.นี้ หลังสิ้นสุดการขยายวันหยุดอีก 10 วันตั้งแต่วันหยุดตรุษจีน อย่างไรก็ตาม บริษัทจำนวนมากยังให้พนักงานหยุดทำงานต่อไปหรือให้ทำงานจากที่บ้านแทน

ส่วนในประเทศอื่นๆ รัฐบาลมาเลเซียขยายคำสั่งห้ามผู้เดินทางมาจากจีนเข้าประเทศเพิ่มอีก 2 มณฑล คือ มณฑลเจ้อเจียงและเจียงสู นอกเหนือจากเมืองอู่ฮั่น ด้านฟิลิปปินส์ อังกฤษ และสหรัฐอเมริกา ต่างส่งเครื่องบินเช่าเหมาลำไปรับพลเมืองของตนกลับประเทศ

อย่างไรก็ดี เริ่มมีข่าวดีจากบรรดาผู้เชี่ยวชาญที่ระบุว่าอัตรายอดผู้ติดเชื้อรายใหม่ที่ลดลงรายวัน อาจบ่งชี้ว่า การแพร่ระบาดเริ่มช้าลง แต่กระนั้น ยอดผู้ติดเชื้อทั้งหมดอาจจะเพิ่มขึ้นอีกหลังรู้ผลการตรวจเชื้อตัวอย่างจากผู้ต้องสงสัยติดเชื้อหลายพันคนในจีน ด้าน ดร.เอียน ลิปคิน ผู้อำนวยการศูนย์โรคติดเชื้อและภูมิคุ้มกันแห่งมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ผู้เคยช่วยองค์การอนามัยโลกและจีนต่อสู้โรคซาร์สชี้ว่า การระบาดอาจเริ่มลดลงอย่างฮวบฮาบภายในสิ้นเดือนนี้ ถ้ามาตรการควบคุมของจีนได้ผลจริง อีกทั้งอากาศที่ร้อนขึ้นจะลดความสามารถในการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาด้วย แต่ถ้าการติดเชื้อพุ่งขึ้นอีกหลังประชาชนเริ่มกลับมาทำงานในไม่กี่วันข้างหน้า เราอาจตกอยู่ในสถานการณ์ลำบาก พร้อมเตือนด้วยว่า แม้อัตราการเสียชีวิตจากไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่จะต่ำเพียง 2-3 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับโรคซาร์สที่สูงถึง 9.6 เปอร์เซ็นต์จากจำนวนผู้ติดเชื้อ แต่เป็นไปได้อย่างยิ่งที่มันจะหวนกลับมาแพร่ระบาดรอบใหม่หลังการระบาดรอบนี้ยุติลง ดังนั้น จึงควรเพิ่มการลงทุนพัฒนาวัคซีนป้องกันไวรัสตัวนี้โดยเร็ว

ทั้งนี้ สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานด้วยว่า ทีมนักวิทยาศาสตร์นานาชาติหลายทีมจากทั่วโลก ต่างทุ่มเงินหลายล้านดอลลาร์และเทคโนโลยีใหม่ๆ เร่งพัฒนาวัคซีนป้องกันไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ปกติอาจต้องใช้เวลานานนับปีกว่าจะได้รับการอนุมัติให้ใช้ในคนได้ แต่ครั้งนี้สถานการณ์กดดันมาก ทุกทีมจึงเร่งทำงานแข่งกับเวลาเพื่อให้ได้วัคซีนเร็วกว่าปกติ โดยทีมนักวิทยาศาสตร์ออสเตรเลียหวังว่าจะสามารถพัฒนาวัคซีนได้ภายใน 6 เดือน
ส่วนสถานการณ์ในไทย วันเดียวกัน นพ.ธนรักษ์ ผลิพัฒน์ รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข แถลงข่าวสถานการณ์โรคปอดอักเสบติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 ที่กระทรวงสาธารณสุขว่า ผู้ป่วยยืนยันสะสมในไทยยังคงเดิมที่ 32 ราย เป็นคนจีน 23 ราย คนไทย 9 ราย รักษาหายกลับบ้านแล้ว 10 ราย คงเหลือรักษาในโรงพยาบาล 22 ราย มีผู้ป่วยเข้าเกณฑ์สอบสวนโรครวม 679 ราย คัดกรองได้จากสนามบิน 51 ราย มารักษาที่โรงพยาบาลเอง 628 ราย ให้กลับบ้านแล้ว 284 ราย ส่วนใหญ่เป็นไข้หวัดตามฤดูกาล รักษาในโรงพยาบาล 395 ราย สำหรับผู้ป่วยคนไทย 9 ราย เป็นผู้ที่ไม่เคยเดินทางไปต่างประเทศ 5 คน บ่งบอกว่าเริ่มมีการ แพร่โรคในประเทศในวงจำกัด จะต้องกระตุ้นเตือนคนทำงานใกล้ชิดนักเดินทาง นักท่องเที่ยว โดยเฉพาะชาวจีน หากมีไข้ ไอ เจ็บคอ หายใจลำบาก ต้องมาปรึกษาแพทย์โดยด่วน และก่อนไปต้องสวมหน้ากากอนามัย เป็นจุดสำคัญ ถ้ามีผู้ป่วยหลงอยู่ในชุมชนและไม่ได้รับการวินิจฉัยโดยเร็ว อาจมีปัญหาแพร่โรคในวงกว้างมากขึ้นได้ ได้กำชับแพทย์ทั้งภาครัฐและเอกชน ในการซักประวัติให้ครอบคลุมประวัติการสัมผัสนักเดินทางชาวจีนด้วย

นพ.ธนรักษ์กล่าวอีกว่า ส่วนอาการผู้ป่วยโดยรวมทั้ง 22 ราย อาการดีมาก พร้อมกลับบ้านอีก 4 คน โดยรอแค่ผลแล็บเท่านั้น ส่วนรายที่มีอาการค่อนข้างมากมี 2 ราย แพทย์ให้การดูแลรักษาอย่างเต็มที่ สำหรับคำแนะนำประชาชนทั่วไป ขณะนี้เราอยู่ระยะพบผู้ป่วยในประเทศโดยไม่ต้องไปจีน แต่ยังพบจำนวนน้อย ความเสี่ยงไปเจอผู้ติดเชื้อในชุมชนจากการใช้ชีวิตประจำวันยังค่อนข้างต่ำมาก ระยะนี้สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ คำแนะนำที่ละเลยไม่ได้ คือหลีกเลี่ยงที่มีผู้คนอยู่มาก ไอ จาม ถ้าเห็นใครไอจามต้องอยู่ห่างๆ ล้างมือบ่อยๆ ยิ่งทำงานมีความเสี่ยงควรใส่หน้ากากอนามัย โดยเฉพาะผู้ขับขี่รถสาธารณะ ก็ลดความเสี่ยงตัวเราลงไป สำหรับคนไทยกลับจากอู่ฮั่น คนที่มีอาการแรกเริ่ม 4 คนที่กลับมา ผลเป็นลบชัดเจน กำลังทยอยกลับมาเฝ้าระวังต่อที่เรือนพัก

ต่อมานายสาธิต ปิตุเตชะ รมช.สาธารณสุข นพ.สุเทพ เพชรมาก ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข นพ.อภิชาติ รอดสม สาธารณสุขนิเทศก์เขตสุขภาพที่ 6 นพ.อภิรัต กตัญญุตานนท์ นพ.สาธารณสุขจังหวัด ชลบุรี พล.ร.ท. ประชาชาติ ศิริสวัสดิ์ โฆษกกองทัพเรือ ร่วมแถลงที่ศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ คนไทยกลับสู่มาตุภูมิ สโมสรสัญญาบัตร โรงพยาบาลอาภากรเกียรติวงศ์ฐานทัพเรือสัตหีบ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี ถึงอาการคนไทย 138 รายที่กลับจากอู่ฮั่น อยู่ในพื้นที่กักกันเป็นวันที่ 5 ของการเฝ้าระวังว่า ผู้เชี่ยวชาญรายงานยืนยันเมื่อคืนวันที่ 7 ก.พ.พบผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 แล้ว 1 ราย ถูกนำตัวเข้าพักห้องแยกใน รพ.ชลบุรี ส่วนอีก 1 ราย อยู่ห้องเดียวกันแยกพักที่ รพ.สัตหีบ ผลตรวจห้องแล็บรายนี้ไม่พบเชื้อ ยังอยู่ในเกณฑ์เฝ้าระวัง ทั้ง 2 ราย อาการทั่วไปปกติไม่มีไข้ ก่อนหน้าที่มีการตรวจพบผู้ป่วย 4 ราย ถูกนำตัวเข้าห้องกักกันยัง รพ.สมเด็จพระนาง เจ้าสิริกิติ์ กรมแพทย์ทหารเรือ ยืนยันไม่พบผู้ติดเชื้อไวรัส ทั้งหมดอาการเป็นปกติ ล่าสุด กลับเข้าที่กักกันแล้ว 1 ราย ส่วน 3 ราย เฝ้าดูอาการเตรียมส่งคืนสู่พื้นที่กักกัน ยอดคนไทยในพื้นที่กักกันขณะนี้ 133 ราย ถูกกักตัวที่ รพ. 5 ราย ขณะนี้มอบไม้แบดมินตันให้ผู้กักกันเล่นกีฬากลางแจ้งร่วม เพื่อเสริมสร้างสุขภาพร่างกาย และคลายความตึงเครียดในจิตใจอีกด้วย

สำหรับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา สายพันธุ์ใหม่ 2019 นั้น น.ส.ละเอียด บุ้งศรีทอง นายกสมาคมโรงแรมไทยภาคเหนือตอนบน (เชียงใหม่) เปิดเผยว่า ขณะนี้ธุรกิจท่องเที่ยวใน จ.เชียงใหม่ได้รับผลกระทบอย่างมาก ตั้งแต่เดือน ม.ค.นักท่องเที่ยวชาวจีนที่จองห้องพักโรงแรมแจ้งยกเลิกไปจนถึงเดือน มี.ค.จำนวนกว่า 60,000 ห้อง ผู้ประกอบการโรงแรมหารือกันว่าต้องหานักท่องเที่ยวจากในประเทศอื่นมาทดแทนในสิ่งที่ขาดไป และเร่งจัดโปรโมชันพิเศษเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว เช่นเดียวกับ น.ส.ภคนันท์ วินิจชัย ผอ.ททท.สำนักงานเชียงใหม่ ยอมรับว่าผลกระทบครั้งนี้ทำให้ธุรกิจท่องเที่ยวในเชียงใหม่ทรุดตัวลงอย่างรวดเร็ว เนื่องจากที่ผ่านมานักท่องเที่ยวจีนมาเที่ยวเชียงใหม่ มากเป็นอันดับ 1 จากนักท่องเที่ยวทุกชาติ เมื่อขาดนักท่องเที่ยวจีน ไม่เฉพาะโรงแรมเท่านั้นที่ได้รับผลกระทบ ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวได้รับความเสียหายไปตามกัน ขณะนี้อยู่ระหว่างการหารือกับ ททท. ส่วนกลาง เร่งหาทางกอบกู้สถานการณ์โดยด่วน

ขณะที่ในส่วนการจำหน่ายหน้ากากอนามัย นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า จนถึงวันที่ 9 ก.พ.สำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศจับกุมผู้จำหน่ายหน้ากากอนามัยราคาสูงเกินสมควรแล้ว 4 ราย ที่ชลบุรี 1 ราย สุราษฎร์ธานี 1 ราย และภูเก็ต 2 ราย และนำส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมาย มีโทษสูงสุดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ คือ ปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ