พระราชฐานชั้นในในอดีต เบื้องหลังธรรมเนียม “ชาววัง” เมื่อจะออกเดินตอนค่ำก็ต้องเคร่งครัด

พระราชฐานชั้นในในอดีต เบื้องหลังธรรมเนียม “ชาววัง” เมื่อจะออกเดินตอนค่ำก็ต้องเคร่งครัด

ธรรมเนียมสําคัญหนึ่งที่ในพระราชสํานักฝ่ายในถือปฏิบัติกันอย่างเคร่งครัดเมื่อจะต้องเดินทางไปมาหาสู่กันระหว่างตําหนักในเวลากลางคืน เรียกว่า การส่องโคม คือการถือโคม ไฟส่องให้เห็นทางและเห็นหน้ากันในเวลาค่่ำคืน

ถ้าเป็นขบวนเจ้านายจะต้องมีเจ้าพนักงานถือโคมนําหน้า เรียกว่า “คนนําโคม” และมีพนักงานถือเทียน ใหญ่สองข้างหลัง เรียกว่าคนนําเทียน ถ้าเป็นคนสามัญก็จะต้องถือไฟให้ความสว่างเวลาเดิน ตามทางจะมีพนักงานดูแลรักษาความปลอดภัยที่เรียกว่า โขลน เฝ้าอยู่เป็นจุด ๆ ที่อยู่ของโขลน เป็นป้อมไม้เล็ก ๆ หน้าป้อมแขวนโคมรั้ว ให้ความสว่างและสําหรับต่อไฟ กรณีไฟของผู้เดินทางดับ ถ้าไฟของใครดับ ผู้นั้นต้องยืนอยู่กับที่ระยะห่างจากป้อมพอควร แล้วตะโกนว่า ไฟดับๆๆ จนกระทั่งโขลนตอบอนุญาตให้มาต่อไฟได้ จึงเดินมาต่อไฟที่ป้อมโขลนแล้วเดินทางต่อ

ในนวนิยายเรื่องสี่แผ่นดิน บรรยายเรื่องธรรมเนียมการเดิน ในเวลากลางคืนของชาววังไว้ว่า

“—พอผ่านประตูวังมา ช้อย ก็รีบเตือนให้รีบกลับตําหนัก บอก ว่าเดี๋ยวค่ำลงจะลําบาก เพราะไม่ได้เอาเทียนมาด้วย พลอยก็สงสัย ถามขึ้นว่า “เทียนอะไรกันช้อย” “อ้าว” ช้อยตอบ “เดินในวังกลางคืนต้องจุดไฟจําไว้นะพลอยเดินมืด ๆ เป็นเกิดเรื่อง” “เกิดเรื่องอะไร จะช้อย” “โขลนจับ!? ช้อยตอบอย่างเด็กอีกเหมือนกันเพราะช้อยเองก็ไม่รู้ว่ามีระเบียบวางไว้ในพระราชฐานชั้นในว่า ผู้ใดเดินตามถนนหนทางในวังในเวลากลางคืนจะต้องถือไฟ ช้อยรู้แต่เพียงว่า ถ้าใครไม่ถือเทียนหรือโคมไฟเวลาไปไหนมาไหนกลางคืนเป็นต้องถูกโขลนจับ—“

โดยเหตุผลที่แท้จริงก็คือเพื่อ ป้องกันภัยอันเกิดจากผู้คิดร้ายที่อาจแปลกปลอมเข้ามาโดยอาศัยความมืด ดังนั้นแต่ละคนจึงต้องมีโคมส่องเพื่อให้เห็นหน้ากันชัดเจน และเมื่อไฟเกิดดับนั้น การออกเสียงก็เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ว่ามิใช่ผู้ชายหรือผู้ร้ายแปลกปลอมเข้ามา

การส่องโคมจึงได้ถือเป็นระเบียบ ที่ต้องปฏิบัติกันอย่างเคร่งครัดสืบมา แม้จะไม่มีเหตุร้ายใด ๆ และผู้ปฏิบัติรุ่นหลังๆ อาจไม่รู้ถึงเหตุผล แต่ปฏิบัติเพราะถือเป็นธรรมเนียม

ธรรมเนียมการเสด็จของเจ้านายและชาววังในพระราชสํานักฝ่ายใน การเสด็จออกนอกพระตําหนักของเจ้านายภายในพระราชสํานักฝ่ายในนั้น ถือเป็นธรรมเนียมว่าจะต้องมีขบวนข้าหลวงตามเสด็จด้วยจํานวนหนึ่ง ข้าหลวงแต่ละคนจะมีหน้าที่เชิญเครื่องใช้จําเป็นประจําพระองค์ เช่น พานพระศรี บ้วน พระโอษฐ์ และพระกลด เป็นต้น

ม.ล.เนื่อง นิลรัตน์ บรรยายถึง ขบวนเสด็จของพระวิมาดาเธอ กรมพระสุทธาสินีนาฎฯ ภายในพระราช สํานักฝ่ายในวังสวนสุนันทาว่า

“ครั้งหนึ่งพระวิมาดาเธอท่านเสด็จมาเงียบ ๆ ที่จริงก็ไม่ควรจะเงียบ ข้าหลวงติดตามมานับสิบ ข้าหลวงรุ่นกลางตามมา 3 คน ม.ร.ว.อําภา อุไรพงษ์ เชิญหีบทองรองโต๊ะทองใส่หมากพลูเรียกพานพระศรี ม.ร.ว.ศรีคํา ทองแถม เชิญบ้วนพระโอษฐ์ทอง (กระโถน บ้วนน้ําหมาก) ม.ร.ว.วงศ์สินธุ์ สิงหรา เชิญพานทองรองผ้าซับพระพักตร์ (ผ้าเช็ดหน้า) แล้วยังมีรุ่นเด็ก ๆ ม.ร.ว.วัฒนพันธุ์ ชมพูนุท เชิญพระกลด (ร่ม) ตามมาด้วยเด็กรุ่นเล็กอีกหลายคน ไม่มีใครพูดจากันเลย บรรยากาศจึงเงียบกริบ ”

ถ้าเป็นเจ้านายเล็ก ๆ เสด็จก็จะต้องมีขบวนเสด็จเช่นกัน เรื่องนี้พระพี่เลี้ยงหวน หงสกุล เล่าไว้ว่า

“ในวังนั้นต้องใช้ลูกผู้ดีถวายพระกลด คือร่มใหญ่มีครุยทอง ตัวร่มนั้นสีดํา ไม่ว่าจะเสด็จไปข้างไหน ค่ำมืด หรือกลางวันอะไร ต้องมีคนอุ้ม เรียกว่ารับเสด็จ แล้วกั้นร่มใหญ่คือพระกลดนี่แหละทุกครั้งไป แต่ไม่มียอดแหลมเหมือนของพระเจ้าแผ่นดิน คนถือโคม นําหน้า เรียกว่าคนนําโคม คนถือเทียนใหญ่ส่องข้างหลังเรียกว่าคนนําเทียน คนถือร่มเล็ก เรียกว่าเชิญพระกลดสั้น”

สําหรับข้าราชสํานักฝ่ายในคนอื่น ๆ หากมีหน้าที่สําคัญหรือเป็นหัวหน้ามีลูกน้องอยู่ในบังคับบัญชาจึงจะมีผู้ถือเครื่องอํานวยความสะดวกส่วนตัวตามหลัง อย่างเช่น หม่อมเจ้าสะบายมีหน้าที่ควบคุมห้องเครื่องจะลงไปทํางานที่ห้องเครื่องก็จะมีเด็กถือกระบุง หมากเงิน กระโถนบ้วนน้ำหมาก และกระบุงเงินใส่กาน้ำร้อนตามหลังมาด้วย เป็นต้น

ขอบคุณ มติชน