ยกมือสาธุกันทั้งถนน หลังเห็นฝ่าเท้าของหลวงตาบุญชื่น ออกธุดงค์กว่า 1000 กิโล ฉันแต่น้ำ ไม่รับปัจจัย

ยกมือสาธุกันทั้งถนน หลังเห็นฝ่าเท้าของหลวงตาบุญชื่น ออกธุดงค์กว่า 1000 กิโล ฉันแต่น้ำ ไม่รับปัจจัย

เรีกได้ว่าเป็นพระนักปฏิบัติโดยแท้ สำหรับหลวงตาชื่น ปัญญาวุธโฒ ขณะกำลังเดินจาริกธุดงค์ระหว่างเส้นทางภาคเหนือกับอีสาน ทำให้มีญาติโยมหลายคนได้แวะกราบนิมนต์ให้ขึ้นรถและถวายปัจจัย แต่หลวงตาชื่นไม่ขอรับการถวายปัจจัย ขอรับถวายเพียงน้ำเปล่า พร้อมระบุว่า ได้ปฏิบัติธรรมกรรมฐาน แสวงบุญจาริกธรรม ตามรอยพระเกจิชื่อดัง คือหลวงปู่มั่น เพื่อหาความสงบสุขในชีวิต จึงไม่ขอรับปัจจัย เพื่อเข้าถึงสัจธรรมของชีวิต ยิ่งทำให้ผู้พบเห็นและทราบข่าวเกิดความศรัทธานั้น
ล่าสุด ทางด้านหลวงตาบุญชื่น ได้ธุดงค์ถึง อ.มะขาม จ.จันทบุรี แล้ว โดยออกเดินธุดงค์อีกครั้งด้วยเท้าเปล่า 1000 กิโล รับแต่น้ำ ไม่รับปัจจัยและสิ่งของ ขออนุโมทนาบุญกับท่านด้วย
จนกระทั่งชาวบ้านได้สังเกตุเห็นฝ่าเท้าของหลวงตาบุญชื่น เป็นแผลเต็มไปหมด #หยุดเอาน้ำรดเท้าท่านน่ะครับเพราะว่าเท้าท่านจะเป็นแผลอักเสบมากกว่านี้ โดยโยมที่ออกมากราบไหว้ข้างทางต่างพากันเอาน้ำลาดถนน เพื่อให้หลวงตาไปเดินเย็น เห็นแล้วสงสารหลวงตา ต่างพากันยกมือสาธุทั้งถนน
ก่อนหน้านี้จากการสอบถาม หลวงตาชื่น เปิดเผยว่า เดิมมีชีวิตพื้นฐานเกิดที่บ้านเสาเล้า ต โพนสวรรค์ อ โพนสวรรค์ จ นครพนม เคยมีชีวิตครอบครัวมาก่อน และต่อสู้สร้างครอบครัวมาตลอด โดยในช่วงเป็นหนุ่ม หลวงตาเคยเป็นทหารเกณฑ์ และได้รับคัดเลือกไปสู้รบในยุคสงครามเวียดนาม ประมาณปี 2512 สังกัดพลกองพันปืนใหญ่ จ.อุดรธานี และเคยผ่านการฝึกรบพิเศษอยู่ในค่ายเป็นเวลา 2 ปี ก่อนปลดประจำการ ได้เหรียญทหารผ่านศึก กลับมาสร้างชีวิตครอบครัว แต่งงานมีลูกทั้งหมด 4 คน
จากนั้นเมื่อดูแลบุตรทั้งหมด สร้างครอบครัวหมดแล้ว จึงขอครอบครัวลาบวช เพราะต้องการหาสัจธรรมของชีวิต อยากเห็นความสงบในชีวิต เพราะชอบศึกษาธรรมะ และชอบศึกษาหลักธรรมคำสอนของหลวงปู่มั่น จึงเข้าอุปสมบท ตัดทางโลกเข้าสู่ทางธรรมเมื่อปี 2552 ที่วัดบ้านเกิด จากนั้นได้แสวงบุญเป็นพระสายป่าธรรมยุติ เดินธุดงค์ไปหลายที่ ไม่จำวัด ทุกปีจะไปจำวัดตามป่าเขา ก่อนนี้ไปจำพรรษาในถ้ำเตียงสิริขันธ์ บนเทือกเขาภูพาน จ สกลนคร มาต่อเนื่อง 4 ปี
หลวงตาชื่น กล่าวอีกว่า ทุกปี ตั้งแต่ปี 2559 ได้ตั้งมั่นจาริกธรรม เดินธุดงค์มาจากภาคเหนือ แต่ขาไปขึ้นรถไปกับคณะพระสงฆ์หลายวัด มาปีนี้ได้ตั้งมั่นเดินทางไปกลับด้วยการธุดงค์จนกลับมาถึงบ้านเกิด ในระหว่างทางมีญาติโยมนิมนต์ขึ้นรถเพราะสงสาร อายุมาก แต่ตนได้บอกว่า ตนต้องการบำเพ็ญเพียร แสวงบุญ เดินธุดงค์ตามรอยหลวงปู่มั่น ไม่ขอขึ้นรถ ไม่ต้องช่วยขนสัมภาระ ขอรับถวายเพียงน้ำเปล่า และไม่กลัวว่าจะเจ็บป่วย เนื่องจากสละทุกอย่างแม้แต่สังขาร เพราะต้องการเข้าถึงสัจธรรม
และในปีนี้หลังออกพรรษาจะเดินจาริกธุดงค์เหมือนทุกปี สำคัญที่สุดคือกิจของสงฆ์จะต้องไม่ขาด มีบิณฑบาต ทำวัดเช้าเย็น สวดมนต์ เจริญภาวนา และศึกษาธรรมะ หากญาติโยมที่ต้องการสนทนาธรรม ยินดี และจะจำวัดที่พักสงฆ์ ถึงสิ้นเดือนมกราคม ก่อนจะจาริกธุดงค์ไปตามสถานที่ต่างๆ เพื่อบำเพ็ญเพียร ถึงร่างกายจะชรา อีกทั้งมีโรคเลือดจาง แต่ไม่ได้กังวล เพราะสละทุกอย่างแล้ว ปล่อยให้เป็นไปตามสังขาร ตราบใดเดินไหวยังจะแสวงบุญทุกปี
ขอบคุณ สยามนิวส์