สอนไปเป็นหัวหน้า ไม่ใช่คนงาน เปิดความคิดอธิการ ม.แม่ฟ้าหลวง น่าเรียนมาก

สอนไปเป็นหัวหน้า ไม่ใช่คนงาน เปิดความคิดอธิการ ม.แม่ฟ้าหลวง น่าเรียนมาก

ช่วงเวลาแบบนี้ไม่มีอะไรจะน่าสนใจไปกว่าสถานศึกษา โดยเฉพาะมหาวิทยาลัย วันนี้พี่แคมปัสจะพาไปรู้จัก “มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง” ให้มากยิ่งขึ้น มหาวิทยาลัยที่พี่แคมปัสชื่นชอบเป็นที่สุด นี่ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ พี่แคมปัสจะไปเรียนที่นี่อย่างแน่นอน จะว่าไป…ถึงตอนนี้ก็ยังอยากลาออกไปเรียนเหมือนกันนะ (ฮ่าๆ) ไม่ใช่เพราะอะไร คำตอบคือ…เรื่องดีๆ มันมีอยู่มากมาย ณ ที่แห่งนี้

จากการฟังวิสัยทัศน์กับอธิการบดี จากการไปแคมปัสคณะต่างๆ ได้พูดคุยกับคณบดี อาจารย์ รวมไปถึงเด็กๆ พี่แคมปัสสัมผัสได้ถึงความน่าเรียน สิ่งที่จะได้ รวมถึงองค์ความรู้ด้านต่างๆ ตลอดจนไปถึงความสำเร็จในวิชาชีพ มองง่ายๆ เมื่อติดดาบตั้งแต่เรียน ได้ทำงานเมื่อไหร่ “ความก้าวหน้า” ก็ต้องมาเยือน
คำหนึ่งคำจากปากอธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง รศ.ดร.วันชัย ศิริชนะ บอกกับพี่แคมปัสว่า…

“เราต้องการสอนให้ลูกศิษย์เราไปเป็นหัวหน้าเค้า ไม่ใช่สอนให้ไปเป็นแรงงานธรรมดาๆ…”

ไม่ต้องพูดพร่ำทำเพลง ไปฟังทัศนคติ แนวคิด และมุมมองส่วนตัวด้านการศึกษา ผ่านอธิการบดีคนนี้พร้อมๆ กัน

เพราะการเปลี่ยนแปลง…

ตอนนี้การเปลี่ยนแปลงต่อมหาวิทยาลัยที่เกิดขึ้นนั้นมีหลายด้าน การเปลี่ยนแปลงของโลกที่เปลี่ยนแปลงเร็ว จนมหาวิทยาลัยต้องมีการเฝ้าระวังอยู่ตลอดเวลา การเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายของรัฐ ที่มีการเปลี่ยนแปลงมาเป็นระยะๆ ตั้งแต่เรื่องของนโยบาย 4.0 นโยบาย Start Up นโยบายอินโนเวชั่น ฮับส์ และล่าสุดนโยบายในด้านสายอาชีพหรือสายอาชีวะ เรื่องเหล่านี้มีผลมหาวิทยาลัยโดยตรง

TCAS ส่วนหนึ่ง

เรื่องที่วิตกกังวลของมหาวิทยาลัยทั่วไปคือ TCAS ที่ได้เริ่มดำเนินการมาถึงขั้นที่ 3 ซึ่งมองว่าไม่ได้ลดปัญหากับการที่เด็กต้องเตรียมตัวไปสอบในที่ต่างๆ ไม่ได้ลดปัญหาการสับสนในเรื่องของการรับนักศึกษา เพราะมี 5 ขั้นตอน มหาวิทยาลัยใหญ่ๆ อาจจะไม่มีปัญหา เพราะเด็กก็เลือกอยู่แล้ว แต่มหาวิทยาลัยขนาดกลาง และขนาดเล็กที่อยู่ต่างจังหวัด ก็จะมีผลกระทบ ยกเว้นมหาวิทยาลัยที่ใช้ระบบโควตา

เปิด-ปิดภาคเรียน

เดิมทีที่ประชุม ทปอ.ตกลงว่าให้เปิดแบบอาเซียน ซึ่งทุกคนก็ได้ทำตามมติ แต่ภายหลังบางมหาวิทยาลัยก็เกิดความคิดว่า ไม่น่าที่จะไปตามอาเซียน เพราะไม่เหมาะกับตัว ไม่เหมาะกับสภาพของประเทศ ก็เลยขอแยกตัวออกไป ไม่ตามระบบของอาเซียน จึงทำให้เกิดปรากฏการณ์ที่สำคัญเกี่ยวกับระบบการเรียนของประเทศไทยขึ้น อย่างแรก คือ เปิดเรียนไม่เหมือนกัน ในขณะที่เด็กจบมัธยมศึกษาตอนปลายยังยืนอยู่กับที่ แต่เมื่อจบมัธยมศึกษาตอนปลาย ต้องการที่จะเข้ามหาวิทยาลัย แต่มหาวิทยาลัยแต่ละที่มีการเปิดภาคเรียนที่ต่างกัน จึงทำให้เด็กสับสนว่า ไม่รู้จะจัดระบบสอบคัดเลือกกลางอย่างไร เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะเป็นระบบ TCAS หรือระบบ Admission มันคงจะต้องมีการเปลี่ยนแปลง

มันคือ…ความไม่แน่นอน

การเปลี่ยนแปลงตรงนี้ จะทำให้เห็นถึงความไม่แน่นอน มั่นคงในเชิงนโยบายและหลักการของการตัดสินใจ ของทางมหาวิทยาลัยต่างๆ ซึ่งตรงนี้ก็จะเป็นปัญหาที่จะต้องคิดแก้ไขกันโดยด่วนที่สุด เรื่องการเปิดปิดภาคเรียน ระบบการรับนักศึกษาเข้า การที่นักศึกษาลดจำนวนลง การผลิตคนเพื่อให้ได้ตามความต้องการของประเทศ โดยเน้นไปที่วิศวกรรมและอาชีวะ เรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อนและเป็นเรื่องของการวางแผนและกำลังคนระยะยาวในอนาคต สถานการณ์วันนี้มันต่างกันกับเมื่อปี 2540 ตอนที่ประเทศมีภาวะวิกฤติต้มยำกุ้ง วันนั้นเราเกิดภาวะผลิตบัณฑิตมากเกินไป และธุรกิจล่มสลาย บัณฑิตต้องตกงานจำนวนมาก ปี 2541 เป็นปีแรก ที่ประเทศไทยสามารถรับนักศึกษา เข้าเรียนสาขาวิศวกรรมได้ทั่วทุกมหาวิทยาลัยรวมกันกว่า 2,000 คน ซึ่งถือว่ามีจำนวนเยอะที่สุดตามเป้า

EEC ก็มา!

การเติบโตทางเศรษฐกิจใหม่ คือการใช้ EEC เป็นความหวังของประเทศ EEC คือ การมุ่งหมายที่จะสร้างเหมือนกับการสร้างเมืองอุตสาหกรรมใหม่ของประเทศ เพื่อจะใช้วิทยาศาสตร์เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือในการพัฒนาประเทศ การประกาศนโยบายนี้ เป็นประกาศนโยบายการลงทุน แต่สิ่งที่เป็นสิ่งสำคัญคือ ทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพ และมีจำนวนที่เพียงพอ ถึงจะทำให้ EEC เกิดขึ้นมาได้

ปัญหาก็คือ…

ปัญหาที่จะต้องคิดเวลานี้ ก็คือเรื่องของการเร่งรัดพัฒนากำลังคน ในขณะที่นักเรียนมีจำนวนน้อยลง เราต้องพัฒนาคนที่อยู่ในตลาดแรงงานเวลานี้ให้มีคุณภาพมากขึ้นโดยเร็วที่สุด โดยที่ไม่จำเป็นต้องรอคนที่กำลังจะจบ และนำคนที่ไม่เก่งมาพัฒนา ด้วยการจัดคอร์สฝึกอบรมระยะสั้นในหลายๆ ด้าน เช่น 1. อบรมเทคโนโลยีสมัยใหม่ 2. อินเทอร์เน็ต 3. การสื่อสารโดยเฉพาะด้านภาษา ต้องเสริมทั้งภาษาจีน ภาษาอังกฤษ และภาษาญี่ปุ่น 4. การสร้างจิตวิญญาณและนิสัยของการทำงานที่ดี และในส่วนของคนที่รับเข้ามาใหม่ต้องปรับหลักสูตรใหม่ คือหลักสูตรที่ไม่จำเป็นที่จะต้องเรียน ก็ถอดออกจากหลักสูตร และเอาวิชาที่มีความจำเป็นต่อการทำงานเอาเข้ามาใส่ สอดแทรกด้วยความรู้ด้านภาษา สอดแทรกด้วยการพัฒนาจิตวิญญาณ เพื่อให้มีศักยภาพในการทำงานได้เต็มที่

มันต้องพัฒนาคน!

นโยบายใหญ่ของประเทศ ณ เวลานี้ดีมาก คือรัฐบาลมุ่งหมายในการพัฒนาเศรษฐกิจโดยรวม และมีโครงการใหญ่ๆ เกิดขึ้นมาก แต่การทำงานในระดับกระทรวง แต่ละกระทรวงไม่มีความสัมพันธ์กัน กระทรวงที่เป็นกระทรวงพื้นฐานที่สุดสำหรับการพัฒนาประเทศคือ 1. ศึกษาธิการ 2. สาธารณสุข 3. พาณิชย์ 4. อุตสาหกรรม 5. วิทยาศาสตร์เทคโนโลยี กระทรวงเหล่านี้เป็นกระทรวงหลักในการขับเคลื่อนประเทศ แต่รัฐบาลให้นโยบายที่ออกมาคือ ไทยแลนด์ 4.0 ที่เป็นเป้าหมายหลักสำคัญที่สุด แต่ปรากฏว่านโยบายไทยแลนด์ 4.0 นั้น มุ่งเน้นเฉพาะเป้าหมาย ว่าเราจะใช้วิทยาศาสตร์เทคโนโลยีมาพัฒนาประเทศ มุ่งหมายที่จะใช้ผลงานวิจัย เพื่อที่ให้เกิดนวัตกรรมใหม่แล้วนำไปเป็นสินค้า ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นนโยบายที่ถูกต้อง แต่พื้นฐานที่จะทำให้ไทยแลนด์ 4.0 เกิดความสำเร็จคือ การพัฒนากำลังคนที่จะมารองรับ

เรื่องนี้น่าคิด!!!

งานวิจัยใหม่…ทำอย่างไรถึงจะมารองรับนวัตกรรมได้ ล้วนต้องใช้คนที่มีความรู้ความสามารถ แต่ฐานการพัฒนากำลังคนของกระทรวงศึกษาธิการ ไม่ได้สอดรับกัน นโยบายเดินหน้าต่อไป แต่ “คน” ที่รับไม่ทัน ระบบราชการไม่เคยเปลี่ยนแนวคิดของตัวเอง ตราบใดที่ระบบราชการ ยังไม่สามารถที่จะจับผิดกับระบบคอร์รัปชันได้อย่างเด็ดขาด ทำให้ระบบอื่นๆ ก็มีการพัฒนายาก นโยบายกระทรวงศึกษาธิการส่งเสริมงานวิจัย แต่ไม่ได้แก้ไขระเบียบที่เกี่ยวข้องกับงานวิจัยที่บีบรัดมัดตัว ระเบียบนี้ยังพูดถึงเรื่องของ Apply คือวิทยาศาสตร์ประยุกต์ 1. วิทยาศาสตร์พื้นฐานขาดการดูแล 2. มหาวิทยาลัยวิจัยในประเทศไทยมีทั้งหมด 9 แห่ง ในขณะที่มหาวิทยาลัยของรัฐที่เป็นมหาวิทยาลัยวิจัยมีทั้งหมด 15 แห่ง อัตราการพัฒนาของมหาวิทยาลัยไม่เท่ากัน มหาวิทยาลัยวิจัยจะได้รับเงินสนับสนุนสูงมาก ในขณะที่มหาวิทยาลัยที่ไม่ได้เชื่อมกับมหาวิทยาลัยวิจัย ได้รับเงินสนับสนุนน้อยมาก เพราะฉะนั้นภาพรวมของประเทศเวลานี้ มีนโยบายดี แต่ติดขัดที่กลไกในการส่งเสริมให้นโยบายเหล่านั้นไปสู่การปฏิบัติที่ดีได้

มุมมองต่อรัฐบาล

การพัฒนาทุกๆ องค์กรต้องไปพร้อมๆ กัน และฐานที่สำคัญคือ ฐานพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ คือฐานการสร้างคนเก่งคนดี จะต้องทำให้เร็วที่สุด รัฐบาลพูดถึงเรื่องการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์น้อยมาก แต่รัฐบาลพูดถึงการสร้างอุตสาหกรรม พูดถึงการสร้างโลจิสติกส์เน็ตเวิร์ก พูดถึงการสร้างโครงการประชารัฐเยอะมาก แต่มันตอบโจทย์ของการพัฒนาประเทศจริงหรือ? เศรษฐกิจเติบโตขึ้นอย่างเห็นได้ชัดหรือเปล่า? มันเกิดประโยชน์อยู่เฉพาะคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งหรือไม่? เป็นคำถามที่คนทั่วไปต้องการที่จะถาม แต่วันนี้ถามในฐานะมหาวิทยาลัยเล็กๆ ที่มองภาพอย่างไม่ชัดเจน

ถ้าการเมืองเปลี่ยน…

การเมืองเปลี่ยน นโยบายเปลี่ยน แต่นโยบายที่เปลี่ยนต้องเป็นนโยบายที่สำคัญก็คือ 1. เห็นแก่การพัฒนาประเทศ 2. ต้องเป็นนโยบายที่ปฏิบัติได้ 3. ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ 4. ไม่ว่าการปฏิรูปอะไรที่เกิดขึ้น ต้องยึดหลังการโปร่งใสและเป็นธรรม

ผลกระทบ

กระทบในเรื่องของการศึกษา ประเทศไทยไม่เคยปฏิรูปการศึกษาอย่างครบระบบ ที่ผ่านมาเรายังมองไม่เห็นในเรื่องของการปฏิรูปของการศึกษาอย่างแท้จริง ถามผมถ้าผมเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ผมจะทำอย่างไร? อย่างแรกที่ต้องทำคือการปฏิรูปทุกระดับ 1. ประถมศึกษา มัธยมศึกษา ต้องมีการปรับปรุงหลักสูตรโดยเร่งด่วนที่สุด ว่าจะเรียนอะไรและเพื่ออะไร 2. ปฏิรูปหลักสูตรใหม่ ให้ทันสมัย ทันโลก และสำคัญที่สุดคือ 3. ปฏิรูปครู ให้มีเทคนิคการสอนที่ดี จากการสอนแบบเดิมให้มาเป็นการสอนแบบใหม่ ที่เน้นให้นักเรียนนั้นได้มีโอกาสใช้ความรู้ความคิดของเขาได้อย่างมีอิสระมากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่เดิม 4. เปลี่ยนโครงสร้างของกระทรวงศึกษาธิการใหม่ ให้มีความคล่องตัว 5. เปลี่ยนแนวคิด เพื่อสอดคล้องกับเป้าหมายคือเด็กต้องมีคุณภาพ เด็กไม่จำเป็นต้องเรียนมหาวิทยาลัยก็ทำงานได้ เด็กเรียนอาชีวะก็ทำงานได้ เด็กไม่จบอะไรจบแค่ ม.6 ก็ยังมีอาชีพ

ยุทธศาสตร์แม่ฟ้าหลวง

การเดินของแม่ฟ้าหลวงทุกขั้นตอนเราวางแผนล่วงหน้า 10 ปีเป็นอย่างน้อย แม่ฟ้าหลวงมองอนาคตมากกว่ามองปัจจุบัน เมื่อ 20 ปีที่แล้วเรามองภาพแล้วว่า 1. ประเทศไทยจะต้องมีอะไรบ้างในอนาคต สาขาที่เราคิดที่จะเปิดเป็นสาขาแรกคือ สาขาอุตสาหกรรมเกษตร เราคิดว่าอุตสาหกรรมเกษตรจำเป็น เพราะว่าประเทศไทยนั้นทิ้งเกษตรไม่ได้ เพราะเราคิดว่าเราจะเอาผลิตผลทางการเกษตรมาพัฒนาและแปรรูปมากกว่า เมืองไทยคือแหล่งอาหารของโลก อุตสาหกรรมที่จำเป็นคืออุตสาหกรรมเกษตร เราจึงเปิดสาขานี้ขึ้นมา 2. สาขาไอที เราเปิดสาขาการจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศ เพราะว่า เราคิดว่าไอทีจะเป็นบทบาทที่สำคัญของโลก เพราะฉะนั้นคนไทยจำเป็นต้องเรียนไอที ส่วนสำนักวิชาวิทยาศาสตร์และศิลปศาสตร์นั้น มันจำเป็นต้องเปิดอยู่แล้วเพราะเป็นสาขาพื้นฐาน จากนั้นก็ได้มีการเริ่มเปิดของด้านการจัดการ

มุ่งเน้นคนไปเป็นผู้จัดการ

แม่ฟ้าหลวงเล็งเห็นอย่างหนึ่งคือ จุดอ่อนของประเทศไทย คือไม่มีระบบบริหารจัดการที่ดี สถาบันต่างๆ มุ่งเน้นสร้างคนออกไปเป็นแรงงาน แต่ไม่ได้สร้างคนที่เป็นผู้จัดการ สาขาที่วางไว้ตั้งแต่แรกคือการเน้นการเป็นผู้นำ เน้นการชำนาญในการวางระบบของการจัดการ

ไม่ได้สอนคนไปเป็นไกด์

หลักสูตรท่องเที่ยวแม่ฟ้าหลวงต่างจากที่อื่นโดยสิ้นเชิง โดยการตั้งใจที่จะให้คนของเราจบออกไปที่จะไปเป็นผู้จัดการเรื่องการท่องเที่ยว ไม่ใช่เป็นไกด์ ไม่ใช่เป็นบริกร เพราะฉะนั้นเราจึงเรียนว่า Tourism Management การจัดการการท่องเที่ยว เราสามารถทำให้เขาสร้างระบบในอุตสาหกรรมได้ ความแตกต่างคือ เราสร้างคนอีกระดับหนึ่ง

จุดเด่นของบัญชี

การบัญชี จุดอ่อนการบัญชีของประเทศไทยคือความสามารถในเชิงความรู้ด้านบัญชีน้อย มีความสามารถในเรื่องของเทคนิคการบัญชีสูง และด้านภาษา สาขาการบัญชีเราสอนเป็นภาษาอังกฤษ มันตรงกับความต้องการของตลาดในอนาคต

มากกว่าแอร์โฮสเตส

ธุรกิจการบิน หลักสูตรเรามีความต่างจากคนอื่น คือจบมาแล้วไปอยู่ในวงการที่เกี่ยวกับธุรกิจการบินทุกธุรกิจ ทั้งทุกธุรกิจอาหาร ธุรกิจขนส่งสินค้า ธุรกิจขายตั๋วเครื่องบิน ธุรกิจเกี่ยวกับการส่งซัพพลายให้เครื่องบิน มากกว่าสอนให้เป็นแอร์โฮสเตส

คนเดินทาง ของก็เดินทาง

ขนส่งระหว่างประเทศเกิดมากขึ้น โลจิสติกส์ทางการบิน การขนส่งทางการบินเป็นเรื่องใหญ่ และเป็นเรื่องสำคัญ จึงเปิดหลักสูตร Aviation Logistics ขึ้นมา ตอนนี้ได้เปลี่ยนชื่อหลักสูตรใหม่คือ International Aviation Logistics การขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ

ปรับตัว…ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง

การปรับตัวระหว่างบุคลากรกับนักศึกษา มีการปรับเปลี่ยนอย่างเห็นได้ชัดเจนเพราะ 1. อาจารย์ที่นี่อายุไม่มาก 2. อาจารย์ที่นี่ตระหนักว่า ถ้าเขาไม่ปรับตัวเขาอยู่ไม่ได้ 3. เป็นการบ้านตั้งแต่วันที่ผู้ปกครองมามองเด็ก ผู้ปกครองทุกคนเอาลูกมาฝากเราด้วยความหวัง ถ้าเราทำลูกเขาไม่ดี เราทำลายทั้งครอบครัว เพราะฉะนั้นบุคลากรทุกคน มีหน้าที่ทำลูกเขาให้สำเร็จ ความสำนึกในความเป็นครูต้องมี แม่ฟ้าหลวงเปิดโอกาสให้บุคลากรได้ใช้ความรู้ความสามารถในการสอนได้เต็มที่ เรามีอย่างเดียวคือ เป้าหมายและวิธีการ นอกจากนี้เรายังนำอาจารย์จากต่างประเทศมาสอน เรายอมลงทุนด้วยเงินจำนวนมาก เพื่อมาแชร์ไอเดีย เพื่อมาสร้างแรงบันดาลใจให้เด็ก

ฝากถึงอาจารย์ทั่วไปในการปรับตัว

ต้องมีความรับผิดชอบ ต้องตระหนักว่าจะต้องทำให้ลูกศิษย์เราดีที่สุด เพราะผู้ปกครองเขาฝากความหวังไว้ที่เรา
เด็กห่วย อาจารย์ก็ห่วย

การวัดผลของการเป็นอาจารย์ที่แม่ฟ้าหลวง มันวัดยาก จิตสำนึกของคนวัดยาก แต่โดยภาพรวมมันไปได้ เราไม่วัดแต่ละบุคคล การประเมินแต่ละบุคคลมี แต่ทุกๆ ปี แต่เราดูที่เด็ก ถ้าเด็กเราดี อาจารย์เราก็ดี แต่ถ้าเด็กเรามันห่วย อาจารย์ก็ห่วย แต่เด็กของเราส่วนใหญที่ออกไปมีคุณภาพที่โอเค

พี่แคมปัสถือว่าโชคดี ได้ฟังวิสัยทัศน์ของ รศ.ดร.วันชัย ศิริชนะ เมื่อฟังแล้วดี ก็อยากส่งต่อ ใครเห็นดีเห็นงาม ก็แชร์ต่อด้วย เรื่องการศึกษาเป็นเรื่องละเอียดอ่อน แต่ถ้าทุกคนตั้งใจส่งความหวังดีให้กับเด็ก ซึ่งเป็นอนาคตของชาติ แนวคิดต่างๆ เหล่านี้ อาจทำให้หลายคนเปลี่ยนมุมมอง เปลี่ยนวิธีคิด และเปลี่ยนการบริหารงานไปเลย…ก็มี!

ที่มา ไทยรัฐ