‘ยูเอ็น’ จี้ปล่อยตัว 14 แกนนํา ตร.หิ้วแจ้ง 3 ข้อหา

‘ยูเอ็น’ จี้ปล่อยตัว 14 แกนนํา ตร.หิ้วแจ้ง 3 ข้อหา

คสช.เช็กบิลหวั่นบานปลาย ปะทะก่อนเจรจาสลายชุมนุม ม็อบขอ 5 ข้อ-กอดคอร้องไห้

ม็อบอยากเลือกตั้งรวมตัวบุกทำเนียบกดดัน รัฐบาล คสช.ตามนัด 22 พ.ค. ครบรอบ 4 ปีรัฐประหาร แต่เจอมาตรการสกัดกั้นเข้มข้น ตำรวจ 20 กองร้อยกระจายสกัดทุกจุด เคลื่อนไปตามแผนไม่ได้ แถมกลายเป็นฝ่ายถูกรุกไล่ให้ยุติชุมนุม หลังศาลปกครองยกคำร้องคุ้มครองชั่วคราวการชุมนุม สุดท้ายปรับแผน “อานนท์-ชลธิชา-ณัฏฐา” นำขบวนเคลื่อนถึงหน้ายูเอ็น แต่เจอล้อมจับ ต่อรองได้อ่านแถลงการณ์ 5 ข้อ ก่อนคุมตัวไป สน. ขณะที่ “โรม-จ่านิว” ปักหลักธรรมศาสตร์มอบตัว กอดคอมวลชนร้องไห้ ก่อนประกาศยุติชุมนุม ตลอดวันเกิดเหตุปะทะหลายครั้ง แต่ไม่รุนแรง “ศรีวราห์” เผยรวบเบ็ดเสร็จ แกนนำ-มวลชนรวม 14 ราย แจ้ง 3 ข้อหาถ้วนหน้า นายกฯอารมณ์ดีอยู่มา 4 ปียังมีกำลังใจ ยิ้มรับผลงานปฏิรูป ย้ำเลือกตั้งต้นปี 62

22 พ.ค. ครบรอบ 4 ปีการรัฐประหาร กลุ่มคนอยากเลือกตั้งนัดชุมนุมเคลื่อนขบวนไปยังทำเนียบรัฐบาล เพื่อกดดันทวงถามข้อเรียกร้องต่อรัฐบาล คสช. โดยเฉพาะการกำหนดให้มีเลือกตั้งช่วงปลายปี 2561 ท่ามกลางการเฝ้าระวังของฝ่ายความมั่นคง วางมาตรการคุมเข้ม เตรียมดำเนินคดีเฉียบขาด หากฝ่าฝืนกฎหมาย คำสั่ง และประกาศ คสช.

“บิ๊กป้อม” ลั่นม็อบเคลื่อนจับทันที

เมื่อวันที่ 22 พ.ค. เวลา 08.15 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีด้านความมั่นคง และ รมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุม ครม. ถึงการดูแลความสงบเรียบร้อยการชุมนุมของกลุ่มคนอยากเลือกตั้งว่า ดูแลอย่างที่เคยดูแลผู้ชุมนุมอื่นๆ ยืนยันจะไม่ให้เคลื่อนขบวนมาที่ทำเนียบรัฐบาล และได้บอกตั้งนานแล้วว่าศาลปกครองกลางมีคำสั่งไม่คุ้มครองชั่วคราวกลุ่มผู้ชุมนุมหากมีการเคลื่อนขบวน ดังนั้นถ้ามีผู้ชุมนุมออกมาจับแน่นอน และไม่กลัวกลุ่มฮาร์ดคอร์ ตนเชื่อว่าจะไม่มีการกระทบกระทั่ง ไม่มีการปะทะ เพราะเชื่อว่าจะไม่มีการเคลื่อนขบวนออกมา อีกทั้งเชื่อว่าจะดูแลสถานการณ์ได้ ตนสบายใจทุกวันอยู่แล้ว เมื่อถามว่า หากมีการส่งตัวแทนเข้ามายื่นหนังสือสามารถทำได้หรือไม่ พล.อ.ประวิตรตอบว่า ส่งตัวแทนมาได้ 3 คน ใครก็ได้ ไม่ใช่มาทั้งหมด

ยัน 4 ปี คสช.ลุยทำงานหนัก

พล.อ.ประวิตรกล่าวถึงวันครบรอบ 4 ปี คสช.ว่า คสช.พยายามทำงานทุกอย่าง ประชาชนก็เห็น ผู้สื่อข่าวก็เห็น และนายกรัฐมนตรีก็ทำงานหนัก ดูแลทั้ง 21 กระทรวง สั่งการอยู่คนเดียว เศรษฐกิจก็ดีขึ้นตั้งเยอะ เมื่อถามว่า 4 ปีสำหรับ คสช.ถือว่านานหรือไม่ หรือว่าพอสมควรแล้ว พล.อ.ประวิตรตอบว่า นานหรือไม่นานไม่เกี่ยวกัน ขึ้นอยู่กับว่าได้ปฏิรูปอะไรไปบ้าง ซึ่งรัฐบาลทำทุกอย่าง ต่อข้อถามถึงกรณีนายกฯ บอกว่า 4 ปี คสช.ถือว่าแป๊บเดียว ยังมีอะไรต้องทำอีกเยอะ พล.อ.ประวิตรตอบว่า ก็เป็นเรื่องของนายกฯ ไป คุณเห็นเป็นยังไง คสช.ทำงานกันทุกคนไม่มีใครเกียร์ว่าง แต่ขอไม่ให้คะแนนตัวเองในการทำงาน 4 ปีที่ผ่านมา

มท.1 ยัน ตจว.ไม่มีความเคลื่อนไหว

พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย กล่าวถึงการชุมนุมของกลุ่มคนอยากเลือกตั้งว่า ยืนยันไม่มีกลุ่มผู้ชุมนุมเตรียมขยับพร้อมกันทั่วประเทศตามที่รอง ผบ.ตร.ระบุ ทุกพื้นที่มีความสงบเรียบร้อยไม่มีปัญหา เรามีบทเรียนเรื่องนี้มาพอแล้ว เชื่อว่าทุกคนอยากให้เกิดความสงบเรียบร้อย เพราะจะต้องมีการเลือกตั้งเกิดขึ้น เมื่อถามว่า สถานการณ์ขณะนี้ต้องเฝ้าระวังอะไรหรือไม่ เพราะกลุ่มผู้ชุมนุมระบุใช้สิทธิที่มีอยู่ในรัฐธรรมนูญ พล.อ.อนุพงษ์ตอบว่า แต่เรามีกฎหมายอื่นๆด้วย การเรียกร้องตามสิทธิตามรัฐธรรมนูญ ต้องดูกฎหมายอื่นด้วย ไม่จำเป็นต้องทำให้เกิดเหตุการณ์อะไร ยืนยันว่า 4 ปี คสช.ทุกคนทำงานเพื่อประเทศชาติ ต้องการให้เกิดความเรียบร้อย หวังให้สังคมมีความสงบ ประเทศจะได้เดินหน้า

นายกฯเข้าทำเนียบเมินพูดถึงม็อบ

ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. เดินทางมายังทำเนียบรัฐบาล เพื่อเป็นประธานการประชุม ครม.ตามปกติ โดยเวลา 09.00 น. ก่อนประชุม ครม. ที่ตึกบัญชาการ 1 มีคณะบุคคลมารอพบ ได้แก่ ทีมดารานักแสดงจากละครเรื่องนายร้อยสอยดาว นิสิตคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในโครงการ เข็มวันอานันท มหิดล และนายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รมว.วัฒนธรรม พร้อมด้วยนายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รมต.ประจำสำนักนายกฯ นำผู้แทนองค์กรเครือข่ายทางศาสนา มารณรงค์ “งานสัปดาห์ส่งเสริมพระพุทธศาสนา เนื่องในเทศกาลวิสาขบูชา ประจำปี 2561” ระหว่างวันที่ 23-29 พ.ค. โดยนายกฯปฏิเสธที่ตอบคำถามใดๆ กับผู้สื่อข่าว เพียงแค่พยักหน้าให้เท่านั้น เมื่อพยายามซักถามถึงการดูแลกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง นายกฯ
ตอบสั้นๆว่า “ดูแลสื่อก่อน”

วอนช่วยกันถือศีล 5 บ้านเมืองสงบ
จากนั้นนายกฯกล่าวแนะนำแนวทางการทำงานแก่ทีมงานสัปดาห์ส่งเสริมพระพุทธศาสนาว่า ควรประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนรู้แก่นแท้ของทุกๆ ศาสนา จะได้ไม่ประพฤติผิด พร้อมร่วมเขียนคำอธิษฐานลงบนใบโพธิ์ กิจกรรมวันวิสาขบูชาว่า “ขออนุโมทนาบุญกับพุทธศาสนิกชนทุกคน ขอให้เข้าถึงแก่นแท้ของพุทธศาสนา เพื่อนำความสุขสู่ทุกคน” นอกจากนั้นยังเขียนบัตรอวยพรวันวิสาขบูชาว่า “พุทธศาสนาน้อมนำชีวิต สร้างคุณธรรม จริยธรรม ประเทศสงบสุข ประชาชนปลอดภัย ครอบครัวยั่งยืน” ก่อนกล่าวว่า ขอให้ทุกคนร่วมกันบำเพ็ญเพียรถือศีลภาวนานำสู่การปฏิบัติเข้าถึงแก่นแท้ หากทุกคนสามารถถือศีล 5 ได้ จะเป็นต้นทางทั้งหมดในการดำรงชีวิต บ้านเมืองจะสงบสุขปลอดภัย และขอให้ทุกคนร่วมกันทำความดีตลอดไป จากนั้นเยี่ยมชมกิจกรรมชุมชนคุณธรรมที่ใช้ศีล 5 เป็นหลักในการดำรงชีวิต และกล่าวว่า “ช่วยทำชุมชนตรงโน้น” โดยชี้มือไปยังทิศที่กลุ่มคนอยากเลือกตั้งชุมนุมอยู่ เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า วันนี้นายกฯสบายใจหรือไม่ นายกฯยิ้มก่อนตอบว่า “สบายใจทุกวันนั่นแหละ”

สมช.หวั่นมือที่สามฉวยโอกาส

พล.อ.วัลลภ รักเสนาะ เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) กล่าวถึงการประเมินความเคลื่อนไหวของกลุ่มคนอยากเลือกตั้งว่า ถ้าชุมนุมอยู่ในขอบเขตกฎหมายไม่น่าห่วง แต่หากเดินขบวนออกมาก็เป็นห่วงว่าจะมีภัยแทรกซ้อน หรือมีใครแสวงประโยชน์ทำให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อย ซึ่งรัฐบาลไม่อยากให้เกิดขึ้น เพราะถ้าบ้านเมืองสงบ ประชาชนก็สงบสุข

ขณะที่ พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าฯ กทม. ที่เดินทางมายังทำเนียบรัฐบาลรายงานสถานการณ์ต่อนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า กทม.จะช่วยดูแลเรื่องการอำนวยความสะดวก เช่น รถสุขา ให้กับตำรวจและทหารที่ประจำการบริเวณสนามหลวง สำหรับผู้ชุมนุมหากปักหลักค้างคืนที่จุดใด และประสานขอรถสุขามา กทม.ก็จะจัดเตรียมไว้ให้ ยืนยันว่าจะดูแลอำนวยความสะดวกให้ทุกฝ่าย ตามที่นายกฯกำชับไว้

ทำเนียบฯ มาตรการ รปภ.เข้ม

สำหรับมาตรการรักษาความปลอดภัยทำเนียบรัฐบาล ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงเช้ามืดมีเจ้าหน้าที่กองบังคับการตำรวจสันติบาล 3 และ 4 จำนวน 200 นาย และตำรวจควบคุมฝูงชน 4 กองร้อย ดูแลพื้นที่ภายในทำเนียบฯ ขณะที่รอบนอกมีการนำรั้วเหล็กมาวางกั้นทุกประตูเข้า-ออก และมีเจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมฝูงชนยืนเรียงหน้ากระดานประจำอยู่ทุกจุด นอกจากนี้ยังมีทหารคอยเดินลาดตระเวนพื้นที่โดยรอบร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ พร้อมสุนัขดมกลิ่นตรวจหาวัตถุต้องสงสัย ส่วนการเดินทางเข้า-ออก ทำเนียบฯ มีการตรวจตราอย่างเข้มงวด อนุญาตเฉพาะผู้ที่มีบัตรประจำตัวทำเนียบฯกับรถยนต์ที่ มีสติกเกอร์เข้ามาได้เท่านั้น

“ศรีวราห์-สุรเชษฐ์” ตบเท้ารายงาน

โดยช่วงเช้า พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร. ได้เดินทางมาตรวจความเรียบร้อยภายในทำเนียบฯ เนื่องจากเป็นพื้นที่ควบคุมพิเศษ และเข้ารายงานสถานการณ์ต่อนายกรัฐมนตรีที่ตึกไทยคู่ฟ้า รวมทั้งรายงาน พล.อ.ประวิตรต่อหน้ากลุ่มผู้สื่อข่าว ระบุว่า ทุกอย่างเป็นไปด้วยความเรียบร้อย เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานได้ดี กำชับให้ทุกคนยึดกฎหมายเป็นหลัก พล.อ.ประวิตรจึงกล่าวตอบกลับไปว่า “ขอบใจ” ก่อนเอามือตบไปที่ต้นแขนของ พล.ต.อ.ศรีวราห์ ทำให้รอง ผบ.ตร.กล่าวอีกว่า “ผมดำเนินการเองครับ” ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล รองผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว ก็ได้เดินทางเข้ามาตรวจตราที่ทำเนียบรัฐบาลด้วยเช่นเดียวกันแฉจ้างแดงฮาร์ดคอร์หัวละพัน

พล.ต.อ.ศรีวราห์ให้สัมภาษณ์ว่า เมื่อคืนวันที่ 21 พ.ค. ศาลปกครองได้ยกคำร้องคุ้มครองคนอยากเลือกตั้งที่ชุมนุมในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ดังนั้นหลังจากนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจจะบังคับใช้กฎหมายร้อยเปอร์เซ็นต์ ทำเนียบฯถือเป็นสัญลักษณ์ของชาติ และถูกประกาศเป็นพื้นที่ควบคุม ตาม พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะ หากฝ่าฝืนเข้ามาจะมีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน ปรับไม่เกิน 10,000 บาท ส่วนความเคลื่อนไหวของกลุ่มฮาร์ดคอร์ ขณะนี้ยังมีอยู่ ก่อนหน้านี้มีการนำอาวุธสงครามมาทิ้งที่ จ.นนทบุรี แต่ยังไม่สามารถระบุได้ว่าเชื่อมโยงกับผู้ชุมนุม ฝ่ายความมั่นคงสามารถบล็อกกลุ่มดังกล่าวได้แล้ว ไม่เช่นนั้นสถานการณ์จะวุ่นวายมากกว่านี้ อย่างไรก็ตาม รับประกันไม่ได้ว่าจะไม่มีพวกฮาร์ดคอร์แฝงตัวกับผู้ชุมนุม พยายามดูอยู่ เพราะแหล่งข่าวยืนยันแล้วว่ามีความเคลื่อนไหวจากกลุ่มฮาร์ดคอร์ ขยับกันทั้งประเทศ เมื่อวันที่ 21 พ.ค. ได้รับรายงานจากตำรวจภูธรภาค 1 ว่ามีการจ้างฮาร์ดคอร์เสื้อแดง จ.สมุทรปราการ หัวละพัน จึงกำชับไปแล้วว่า มาชุมนุมตามรัฐธรรมนูญ อย่าให้ผิดกฎหมาย ทั้งนี้ ไม่ทราบว่าการชุมนุมมีนักการเมืองอยู่เบื้องหลังหรือไม่ ไม่ได้รับรายงานเรื่องดังกล่าว

ตอกกลับสื่อต่างชาติ–สมาคมฯ

รอง ผบ.ตร.กล่าวว่า ส่วนกรณีที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) ออกปลอกแขนให้สื่อมวลชน ยืนยันว่าไม่ได้สั่งให้ยึดบัตรของสื่อ แต่ต้องการให้ลงทะเบียนและติดปลอกแขนระหว่างทำงาน เพราะหากสื่อถูกแจ้งความดำเนินคดี ตนจะไปเป็นพยานให้ ส่วนที่บอกให้สื่ออยู่ด้านหลังเจ้าหน้าที่ เพราะเห็นว่ามีกลุ่มฮาร์ดคอร์มาก่อความวุ่นวาย หากมีการใช้อาวุธจะได้โดนเจ้าหน้าที่ก่อน ถ้าโดนสื่อมันจะวุ่นวาย ไปหมด เป็นข่าวครึกโครมไม่จบไม่สิ้น ไม่มีอะไรพิสดาร ทั้งหมดทำเพื่อสื่อ ไม่ใช่เพื่อคนอื่น ส่วนที่สื่อต่างชาติหรือสมาคมสื่อวิจารณ์ว่าเป็นการละเมิดสื่อนั้น คุณมีสิทธิ์อะไรมายุ่งกับม็อบ กฎหมายไม่ให้คุณไปร่วมชุมนุม คุณไปร่วมชุมนุมหรือไปทำข่าว เขาแยกแยะหรือไม่ในกฎหมาย อย่าเอาภาระมาให้ตำรวจ เราทำเพื่อช่วย สื่อต้องทำหน้าที่สื่อ ไม่มีหน้าที่ไปชุมนุม เพราะเคยมีคนโดนมาแล้ว อย่างไรก็ตามคิดว่าทุกอย่างจะเรียบร้อยดี ไม่มีอะไร ไม่ต้องตื่นเต้นตกใจ

คสช.แจ้งความ 5 แกนนำ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อช่วงดึกวันที่ 21 พ.ค. เวลา 23.00 น. พ.อ.บุรินทร์ ทองประไพ ฝ่ายกฎหมาย คสช. รับมอบอำนาจจาก คสช. เข้าแจ้งความกับ ร.ต.อ.รัฐกานต์ ทองไทย รอง สว. (สอบสวน) สน.ชนะสงคราม ให้ดำเนินคดีกับแกนนำกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง ประกอบด้วย นายรังสิมันต์ โรม นายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ นายเอกชัย หงส์กังวาน นายปิยรัตน์ จงเทพ และ น.ส.ณัฏฐา มหัทธนา ในข้อหาฝ่าฝืนคำสั่ง คสช.ที่ 3/2558 ร่วมกันมั่วสุม หรือชุมนุมทางการเมือง ณ ที่ใดๆ ตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป โดยไม่ได้รับอนุญาตจากหัวหน้า คสช. หรือผู้มีอำนาจ สืบเนื่องจากวันที่ 21 พ.ค. ตั้งแต่เวลา 19.00-22.00 น. บริเวณมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง ได้ชุมนุมขัดคำสั่ง คสช. จึงได้มาร้องทุกข์เพื่อให้ดำเนินคดีกับกลุ่มบุคคลดังกล่าว โดยพนักงานสอบสวนรับเป็นคดีไว้ เลขคดีที่ 501/2561 ทั้งนี้ หากสอบสวนพบว่ามีผู้กระทำผิดเพิ่มเติมในภายหลัง สามารถดำเนินคดีได้เลยศาล ปค.ยกคำร้องคุ้มครองม็อบ
ขณะเดียวกัน เมื่อเวลา 01.00 น. ศาลปกครองกลางมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องของ น.ส.ชลธิชา แจ้งเร็ว และนายอานนท์ นำภา สองแกนนำกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง ที่ยื่นร้องขอให้ศาลปกครองกลางไต่สวนฉุกเฉินเพื่อมีคำสั่งให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) และ ผกก.สน.ชนะสงคราม ยุติการปิดกั้นขัดขวางกิจกรรมการชุมนุมเรียกร้องให้รัฐบาลกำหนดวันเลือกตั้งโดยเร็วที่สุดของกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง ระหว่างวันที่ 21-22 พ.ค. โดยศาลให้เหตุผลว่า น.ส.ชลธิชา ซึ่งเป็นผู้จัดการชุมนุม ยังไม่ได้อุทธรณ์คำสั่งของ ผกก.สน.ชนะสงคราม ตามขั้นตอนและวิธีการแก้ไขความเดือดร้อนเสียหายตามที่กฎหมายกำหนด น.ส.ชลธิชาจึงไม่มีสิทธิฟ้องคดีนี้ต่อศาลปกครอง หรือขอให้ สตช. รวมทั้ง ผกก.สน.ชนะสงคราม ชดใช้ค่าเสียหายได้ ส่วนนายอานนท์ไม่ได้เป็นผู้ได้รับความเดือดร้อนเสียหายในคดีนี้ ศาลจึงมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณา และไม่จำต้องมีคำสั่งกำหนดวิธีการคุ้มครองชั่วคราวก่อนการพิพากษา

คสช.ติงทำรถติดคนเดือดร้อน

เมื่อเวลา 09.30 น. ที่กองบัญชาการกองทัพบก พล.ต.ปิยพงศ์ กลิ่นพันธุ์ ผบ.มทบ. 11 ในฐานะทีมงานโฆษก คสช. และ พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แถลงถึงการดูแลสถานการณ์การชุมนุมกลุ่มคนอยากเลือกตั้งที่จะเคลื่อนขบวนมาทำเนียบรัฐบาล พล.ต.ปิยพงศ์ กล่าวว่า ขณะนี้กำลังเดินหน้าสู่การเลือกตั้งตามโรดแม็ป ความเคลื่อนไหวของกลุ่มคนดังกล่าวเป็นการจัดกิจกรรมแสดงออกทางการเมือง แต่ทำเนียบรัฐบาลเป็นพื้นที่ควบคุม การออกมาชุมนุมนอกมหาวิทยาลัยก็ผิดคำสั่ง คสช. นอกจากนั้นการเคลื่อนขบวนออกนอกพื้นที่อาจส่งผลให้ประชาชนได้รับผลกระทบด้านจราจร จึงขอความร่วมมือกลุ่มผู้ชุมนุมว่าการจัดกิจกรรมต่างๆต้องเป็นไปตามกฎหมายและคำสั่ง คสช. ต้องไม่ปลุกเร้าให้เกลียดชังต่อกันตร.ยันไม่ใช้ไม้แข็งบู๊ล้างผลาญ
ด้าน พ.ต.อ.กฤษณะกล่าวว่า จากการประเมินกลุ่มผู้ชุมนุมที่ ม.ธรรมศาสตร์ ประมาณ 300-500 คน พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. มอบหมาย พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร. ดูแลในภาพรวม จัดกำลังตำรวจ 20 กองร้อย ประมาณ 3,000 นายมาปฏิบัติหน้าที่ โดยเฉพาะการเฝ้าระวังมือที่ 3 ที่อาจทำให้สถานการณ์บานปลาย รวมถึงดูแลไม่ให้ เกิดผลกระทบต่อประชาชนที่ใช้ชีวิตปกติ โดยขณะนี้ฝ่ายกฎหมาย คสช.ได้ไปแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน สน.ชนะสงคราม เพื่อให้ดำเนินคดีแกนนำกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง 5 คน ฐานขัดคำสั่ง คสช.ที่ 3/2558 แล้ว อย่างไรก็ตามเราพยายามดูแลสถานการณ์ การบังคับใช้กฎหมายคงไม่บังคับใช้อย่างเฉียบขาด ใช้หลักนิติศาสตร์ และหลักรัฐศาสตร์ควบคู่ไปด้วยดู ก.ม.อื่นด้วยอย่ายึดแค่ รธน.

พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. กล่าวถึงการชุมนุมของกลุ่มคนอยากเลือกตั้งว่า ต้องการให้ประชาชนรับรู้ว่าการกระทำต่างๆ ต้องอยู่ในกรอบกฎหมาย ไม่ใช่แค่ยึดตามรัฐธรรมนูญเพียงอย่างเดียว ต้องดูกฎหมายอื่นๆประกอบด้วยและนายกฯคิดว่าประชาชนโดยทั่วไปเข้าใจกรอบการเลือกตั้งชัดเจนว่าจะมีขึ้นในเดือน ก.พ. 62 เพราะองค์ประกอบต่างๆที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งค่อยๆ ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆแล้ว

“บิ๊กป้อม” ยันมีจ้างวานปั่นป่วน

เวลา 13.45 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหมให้สัมภาษณ์อีกครั้ง โดยผู้สื่อข่าวถามถึงกระแสข่าวมือที่สามก่อเหตุปั่นป่วนการชุมนุม ว่าจะไม่มีออกมาแล้วใช่หรือไม่ พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า “ก็ไม่มี ก็ออกไม่ได้ไง เดินไม่ได้ ถ้าเดินได้จะไปรู้ได้อย่างไร หากมีการดักยิงกลางทาง” เมื่อถามย้ำว่า แผนที่เราทราบมาจะมีการสร้างสถานการณ์ระหว่างเส้นทางใช่หรือไม่ พล.อ.ประวิตรตอบว่า “ก็มีการจ้างกันให้มาก่อกวน” เมื่อถามอีกว่าใครเป็นผู้จ้าง รองนายกฯกล่าวว่าไม่บอก

ม็อบเครียด ตร.มาแบบจัดเต็ม

สำหรับความเคลื่อนไหวการชุมนุมของกลุ่มคนอยากเลือกตั้งที่ปักหลักค้างคืนในรั้วมหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ หลังเดินทางมารวมตัวกันตั้งแต่วันที่ 21 พ.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า แกนนำ พร้อมมวลชนราว 100 คนเศษ กระจายกันนอนค้างตามตึกต่างๆของมหาวิทยาลัย ขณะที่บางส่วนกลับที่พัก และเดินทางกลับมาสมทบช่วงเช้า โดยเวลาประมาณ 05.00 น. ตำรวจชุดควบคุมฝูงชนขนกำลังมาหลายรถบัส รวมพลอยู่บริเวณท้องสนามหลวง ฝั่งตรงข้ามเวทีปราศรัยของกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง พร้อมปิดการจราจรถนนหน้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ตลอดทั้งเส้น ก่อนนำกำลังมาตรึงไว้รอบนอกฟุตปาท ส่งผลให้นายรังสิมันต์ โรม แกนนำ และกลุ่มมวลชนต้องออกมายืนเกาะรั้วสังเกตการณ์ด้วยความเคร่งเครียด

“จ่านิว” ประกาศแผนเดินสู่ทำเนียบ

ต่อมาเวลา 06.30 น. กลุ่มคนอยากเลือกตั้งเริ่มเปิดเวทีปราศรัยขึ้นอีกครั้ง ท่ามกลางสื่อมวลชนทั้งไทยและต่างชาตินับร้อยคน นอกจากนี้ ยังมีเจ้าหน้าที่องค์กรสิทธิมนุษยชน เจ้าหน้าที่สถานทูตต่างๆเข้าร่วมสังเกตการณ์ นายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ หรือจ่านิว ประกาศผ่านโทรโข่งเรียกรวมมวลชนทั้งหมด ที่หน้าเวที แจ้งยืนยันการเคลื่อนขบวนมวลชนในเวลา 08.30 น. โดยจะเดินแบบแถวเรียงสามไปตาม ถนนราชดำเนินกลางเข้าสู่ถนนราชดำเนินนอก เป้าหมายคือ ประตู 5 ทำเนียบรัฐบาล ฝั่งตรงข้าม กระทรวงศึกษา โดยจะไม่เข้าไปในถนนพิษณุโลก สำหรับขบวนจะนำโดยรถกระจายเสียงและมวลชนชุดสันติวิธีที่เป็นผู้สูงอายุ เพื่อคอยสกัดกั้นการปะทะกันของมวลชนกับเจ้าหน้าที่ โดยเน้นย้ำว่าหากถูก สกัดกั้นให้ใช้การเจรจาเท่านั้น อย่างไรก็ตาม มวลชนจำนวนหนึ่งที่เดินทางมาสมทบไม่สามารถเข้ามาร่วมได้ เนื่องจากถูกเจ้าหน้าที่สกัดกั้นตร.เปิดฉากกดดันให้ยุติชุมนุม

เวลา 08.10 น. ก่อนกำหนดเคลื่อนขบวนมวลชน เจ้าหน้าที่ตำรวจเปิดฉากกดดันกลุ่มผู้ชุมนุมก่อน โดยเคลื่อนรถกระจายเสียงขนาดใหญ่มาจอดริมฟุตปาทฝั่งสนามหลวง ตรงข้ามกับเวทีคนอยากเลือกตั้งในรั้วมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก่อนหันลำโพงเข้ามาในมหาวิทยาลัย ประกาศว่า ศาลปกครองได้มีคำสั่งออกมาแล้วว่าให้ยกคำร้องขอไต่สวนฉุกเฉินว่าการชุมนุมนั้นชอบด้วยกฎหมาย จึงขอให้ทางกลุ่มคนอยากเลือกตั้งยุติการชุมนุมทันที เพราะทำผิดกฎหมาย เรียกเสียงโห่ฮาด่าทอจากกลุ่มผู้ชุมนุม นายสิรวิชญ์จึงใช้ไมค์ของเวทีโต้ตอบกลับไปว่า ไม่ใช่หน้าที่ตำรวจจะมาขวาง แต่ต้องอำนวยความสะดวกให้ เพราะเราใช้สิทธิชุมนุมตามรัฐธรรมนูญเท่านั้น ก่อนจะปะทะคารมตอบโต้กันไปมาอย่างดุเดือด ระหว่างนั้น น.ส.ชลธิชา แจ้งเร็ว ออกไปเจรจากับเจ้าหน้าที่ แต่ไม่เป็นผล ตำรวจยืนกรานไม่ยอมให้ไปทำเนียบฯพร้อมทั้งระดมกำลังตั้งแนวสกัดหน้าพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ และถนนมหาธาตุ นำรถตู้และรถเครื่องเสียง มาจอดขวางถนนไว้ โดยให้ ตชด.หญิงตั้งแถวเป็น แนวหน้าสกัดผู้ชุมนุม

เจรจา 2 รอบยืนกรานไม่ให้เคลื่อน

กระทั่งเวลา 08.30 น. แกนนำกลุ่มคนอยาก เลือกตั้งตัดสินใจให้มวลชนทั้งหมดราว 300 คนเศษ ที่ส่วนใหญ่ล้วนเป็นหญิงและชายสูงอายุ เดินเท้าเคลื่อนออกจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ทางประตู 4 ตามแผน โดยตั้งแถวตอนเรียง 3 มีหน่วยมวลชนสวมเสื้อเขียนข้อความหน่วยสันติวิธีนำหน้า ถือหีบเลือกตั้งจำลอง พร้อมป้ายข้อความโจมตี คสช. ตามด้วยรถกระบะติดเครื่องขยายเสียง มีแกนนำยืนปราศรัยคุมการชุมนุม แต่เมื่อเลี้ยวขวาออกมาบนถนนหน้าพระธาตุก็เจอแนวสกัดของตำรวจ ขบวนจึงหยุดลงตามแผนสันติวิธี ก่อนที่นายรังสิมันต์ โรม จะเป็นตัวแทนไปเจรจาครั้งที่ 2 แต่ยังได้รับคำตอบเดิมคือไม่ให้ผ่าน ขณะเดียวกัน ตำรวจยังเปิดเพลงประกอบละครเรื่องบุพเพสันนิวาสใส่ผู้ชุมนุม สลับกับการประกาศให้ยุติการชุมนุมแล้วกลับบ้าน เมื่อเวลาผ่านไปชั่วโมงเศษ นายปิยรัตน์ จงเทพ แกนนำ ประกาศขอให้ยุติการเจรจา และปรากฏว่ามีผู้หญิงรายหนึ่งในกลุ่มมวลชนเป็นลมหมดสติ เนื่องจากอากาศร้อน กลุ่มคนอยากเลือกตั้งจึงร้องขอรถพยาบาล มานำผู้ป่วยออกนอกพื้นที่ เพราะอาการไม่สู้ดีเริ่มตึงเครียดเคลื่อนประชิดแนวกั้น

ต่อมาเวลา 09.50 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กลุ่มผู้ชุมนุมเกือบจะปะทะเจ้าหน้าที่ เนื่องจากแกนนำเริ่มไม่พอใจที่ตำรวจไม่ยอมเจรจาหรือตอบรับข้อเรียกร้องใดๆ และยังไม่ยอมส่งรถพยาบาลมาเคลื่อนย้ายคนป่วย จึงสั่งการให้รถกระบะติดเครื่องเสียงเคลื่อนเข้าชนแนวรั้วกั้นของตำรวจ เพื่อนำผู้ป่วยไปส่งโรงพยาบาลเอง ขณะที่แนวรับของตำรวจได้สลับจาก ตชด.หญิงมาเป็นตำรวจชุดควบคุมฝูงชนชายเตรียมผลักดันโต้กลับเต็มที่ แต่ปรากฏว่ารถฉุกเฉินได้รับการเปิดทางให้เคลื่อนเข้ามาในพื้นที่ชุมนุมเพื่อรับผู้ป่วยออกไป ทำให้สถานการณ์คลี่คลายลง อย่างไรก็ตาม รถกระจายเสียงของผู้ชุมนุมได้เคลื่อนมาประชิดหน้าแนวรั้วเจ้าหน้าที่แล้ว จากนั้นมีการปราศรัยโจมตีกันไปมา โดยตำรวจแจ้งว่าถ้าผู้ชุมนุมต้องการเรียกร้องอะไร จะมีเจ้าหน้าที่ฝ่ายรับเรื่องราวร้องทุกข์ของทำเนียบรัฐบาลมารับ แต่ทางแกนนำกลุ่มคนอยากเลือกตั้งไม่ยอม ประกาศยืนกรานไปทำเนียบฯเพื่ออ่านแถลงการณ์ให้ได้

ปะทะเล็กน้อย–“จ่านิว” วูบเป็นลม

เวลา 10.45 น. มวลชนคนอยากเลือกตั้งที่เดินทางมาร่วมจำนวนหนึ่ง ที่ไม่สามารถเข้ามารวมในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้ จึงไปรวมตัวอยู่หลังแนวสกัดของเจ้าหน้าที่ตำรวจหน้าพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ได้ร่วมตัวกันตีตลบแนวหลังแถวเจ้าหน้าที่ ฝ่าเข้ามารวมกับม็อบหน้าธรรมศาสตร์ เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ยอม จึงเกิดการยื้อกันชุลมุนอยู่พักใหญ่ ในที่สุดผู้ชุมนุมก็สามารถรื้อแผงเหล็กฝ่าเข้ามาได้ ขณะที่มวลชนด้านในได้ทีก็พยายามรื้อแผงเหล็กตีฝ่าออกไปบ้าง จนเกิดเหตุชุลมุนรอบสอง ทำให้นายสิรวิชญ์ต้องเข้ามาห้ามเพราะเกรงสถานการณ์จะบานปลาย แต่ถูกเบียดเสียดจนเข่าอ่อนทรุดลงเป็นลม ต้องให้มวลชนหิ้วปีกออกมาปฐมพยาบาล พอค่อยยังชั่วก็ยังฝืนเข้าไปห้ามจนสถานการณ์ยุติลง เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้เจ้าหน้าที่และผู้ชุมนุมถลอกฟกช้ำกันคนละเล็กน้อย ระหว่างนั้นเกิดฝนตกกระหน่ำลงมาพื้นที่อย่างหนัก กลุ่มผู้ชุมนุมและสื่อแตกฮือหาที่หลบฝน การเคลื่อนขบวนของกลุ่มคนอยากเลือกตั้งต้องหยุดชั่วคราว ปักหลักอยู่ที่หน้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์แทน เพราะไปต่อไม่ได้

สับขาหลอกนำม็อบเคลื่อนไปยูเอ็น

กระทั่งเวลา 13.45 น. หลังจากกลุ่มผู้ชุมนุมขยับไปไหนไม่ได้ เพราะติดการสกัดกั้นของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทั้งสายฝนที่โปรยปรายมา นายอานนท์ นำภา น.ส.ชลธิชา แจ้งเร็ว น.ส.ณัฏฐา มหัทธนา 3 แกนนำ เริ่มแผนการสับขาหลอกเจ้าหน้าที่ ฉีกตัวจากม็อบหลักหน้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ไปหากลุ่มมวลชนแนวร่วมกลุ่มเล็กราว 100 คนเศษ ที่รวมตัวหลังแนวกั้นของตำรวจ หน้าพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ก่อนจะนำทั้งหมดเดินเท้ามุ่งหน้าสู่ทำเนียบรัฐบาล โดนที่ตำรวจไม่ทันได้ขัดขวาง โดยเดินผ่านถนนราชดำเนินกลาง ใช้ผิวจราจร 1 ช่องทาง แวะที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย รื้อแผงเหล็กกั้นขึ้นไปชูป้ายประท้วง คสช. จากนั้นเดินต่อเลี้ยวซ้ายเข้าถนนราชดำเนินนอก ตำรวจจึงปิดการจราจรถนนราชดำเนินนอก ตั้งแต่แยก จปร.ถึงสะพานมัฆวาน เพื่อเตรียมสกัดกั้นตร.ล้อมม็อบ 3 ชั้นยื้อยุดชุลมุน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อม็อบอยากเลือกตั้งเดินมาถึงหน้าอาคารสหประชาชาติ ถนนราชดำเนินนอกทั้งหมดก็ไปต่อไม่ได้ เพราะติดแนวกั้นของตำรวจที่เชิงสะพานมัฆวาน เจ้าหน้าที่เริ่มใช้รถกระจายเสียงประกาศว่าผู้ชุมนุมทั้งหมดกำลังฝ่าฝืนกฎหมาย ขอให้เลิกชุมนุมแล้วแยกย้ายกลับ นายอานนท์และแกนนำมวลชนทั้งหมดจึงนั่งลงกลางถนน ขณะที่ตชด.ตำรวจควบคุมฝูงชนหญิง เจ้าหน้าที่สืบสวนนอกเครื่องแบบราว 200 คน ได้ตีวงโอบล้อมแกนนำกลุ่มผู้ชุมนุมและมวลชนถึง 3 ชั้น เพื่อกันมวลชนที่ไม่เกี่ยวออกไป โดยพุ่งเป้าเข้าไปควบคุมตัวแกนนำที่นั่งอยู่บนพื้นถนน จนเกิดการยื้อยุดฉุดกระชากกันชุลมุน เพราะมวลชนเข้ามาปกป้องขัดขวาง ขณะที่แกนนำไม่ยอมลุกขึ้นยืน เมื่อตำรวจเห็นว่าถ้าใช้กำลังต่อไปจะเกิดความรุนแรง จึงใช้วิธีเจรจา ในที่สุดแกนนำม็อบยอมมอบตัวทั้งหมด แต่ต่อรองขออ่านแถลงการณ์ก่อน เจ้าหน้าที่ยอมเปิดทาง ให้เคลื่อนไปข้างหน้าอีก 20 เมตรตามที่ร้องขอ

อ่านแถลงการณ์เรียกร้อง 5 ข้อ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า แกนนำกลุ่มคนอยากเลือกตั้งอ่านแถลงการณ์เน้นย้ำข้อเรียกร้อง ในวันครบรอบ 4 ปีของการรัฐประหาร 22 พ.ค. 57 ว่า 1.การเลือกตั้งจะต้องเกิดขึ้นภายในเดือน พ.ย.2561 ตามที่ คสช. เคยให้คำมั่นไว้ 2.คสช.จะต้องยุติความพยายามใดๆ ที่จะสืบทอดอำนาจหรือเข้ามามีบทบาทในทางการเมืองต่อไปภายหลังการเลือกตั้ง 3.จะต้องปลดอาวุธ คสช. โดยการยกเลิกประกาศและคำสั่งต่างๆ ของ คสช. ที่ลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชน ซึ่งรวมถึงประกาศหรือคำสั่งที่ขัดขวางการดำเนินการต่างๆ ของพรรคการเมืองเพื่อนำไปสู่การเลือกตั้งโดยทันที 4.คสช.จะต้องยุติการดำรงอยู่ของตัวเอง และเปลี่ยนสถานะของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ เป็น รัฐบาลรักษาการโดยทันที เพื่อสร้างหลักประกันในการจัดการเลือกตั้งที่เสรี เป็นธรรม โปร่งใส และปราศจากการแทรกแซงจาก คสช. และ 5.กองทัพจะต้องยุติการสนับสนุน คสช. ในทุกประการทันที เพื่อไม่ให้ คสช.มีขุมกำลังในการสืบทอดอำนาจ

คุมตัว 9 แกนนำไป สน.พญาไท

เมื่ออ่านแถลงการณ์เสร็จ ทางกลุ่มร่วมกันชูสามนิ้ว ก่อนที่ตำรวจจะเชิญแกนนำและมวลชนบางส่วนขึ้นรถห้องขังออกจากพื้นที่ ประกอบด้วย น.ส.ณัฏฐา มหัทนา นายอานนท์ นำภา น.ส.ชลธิชา แจ้งเร็ว นายโชคชัย ไพบูลย์รัชตะ และนายเอกชัย หงส์กังวาน และมวลชนอีก 4 คน คือ นายพุทไธสิงห์ พิมพ์จันทร์ นายคีรี ขันทอง ว่าที่ร้อยตรีภัทรพล จันทรโคตร นายประสงค์ วางวัน รวม 9 คน ทั้งหมดถูกนำไปส่งยัง สน.พญาไท ขณะที่มวลชนไม่สามารถเคลื่อนไหวต่อได้ จึงเริ่มทยอยสลายตัวกลับ

ช่วงเย็นม็อบนับร้อยรวมตัว สน.

ต่อมาเวลา 17.00 น. มีกลุ่มมวลชนราว 100 คน รวมตัวกันที่บริเวณหน้า สน.พญาไท โดย มีตำรวจควบคุมฝูงชน ตั้งแถวล้อมอยู่รอบสถานี ส่วนบริเวณทางขึ้นอาคาร มีตำรวจควบคุมฝูงชน 4 นาย ยืนคุมประตู คอยตรวจสอบหากมาแจ้งความทั่วไปสามารถเข้าในตัวอาคารได้ แต่หากเป็นกลุ่มมวลชน และผู้สื่อข่าวจะถูกห้ามเข้าไปในตัวอาคาร บรรยากาศทั่วไปยังสงบทางมวลชนนำข้าวกล่องมาเลี้ยง และเริ่มมีสายฝนโปรยปรายเล็กน้อย

ปะทะอีกรอบกลุ่ม ม.ธรรมศาสตร์

ขณะที่ผู้ชุมนุมส่วนใหญ่ปักหลักอยู่บริเวณมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เวลา 14.30 น. ได้เผชิญหน้าตำรวจอีกครั้ง ระดมชายฉกรรจ์ตั้งแนว 3 แถว เข้าผลักดันดึงแผงรั้วเหล็กจากตำรวจได้ 1 แผง มีการดันกลับไปมาระหว่างตำรวจกับผู้ชุมนุม และใช้รถเครื่องขยายเสียง เคลื่อนดันกำลังตำรวจ แกนนำให้จังหวะรุกให้ผู้ชุมนุมกระชากแผงเหล็กให้ได้ส่งผลต่อเต็นท์ที่นำมากันฝนกลางถนนพังครืนลงมา สถานการณ์เริ่มตึงเครียด การเผชิญหน้ากินเวลาราว 30 นาที แต่ยังไม่สามารถเปิดทางไปได้ ระหว่างนั้นมีการด่าทอโห่ร้อง มีมวลชนบางส่วนปารองเท้าใส่ตำรวจและขวดน้ำ จนกระทั่งกำลังตำรวจได้เข้าขอเจรจากับทางนายรังสิมันต์ ทำให้บรรยากาศคลี่คลายลง

“โรม” มอบตัวมวลชนกอดคอร้องไห้

นายรังสิมันต์กล่าวว่า ตนเจรจาขอมอบตัวกับตำรวจก่อน โดยแกนนำคนอื่นๆตามไปทีหลัง เพื่อส่งมวลชนกลับบ้านก่อน หรือสามารถตามไปพบได้ที่สน.ชนะสงคราม เพราะตนไม่อยากให้เกิดความรุนแรงขึ้น ทั้งนี้ ผลการเจรจากับตำรวจนั้น ทางเจ้าหน้าที่กำลังนำผลไปรายงานผู้บังคับบัญชาระดับสูงต่อไปทั้งนี้เมื่อมวลชนทราบเรื่องนี้ บางคนถึงกับตรงไปกอดรังสิมันต์ โรม ร้องไห้ มีบางคนเป็นลม

ประกาศยุติชุมนุมไม่อยากรุนแรง

เวลา 15.35 น. แกนนำประกาศยุติชุมนุม ขอเข้ามอบตัวกับตำรวจที่เดินทางมารับตัวไปยัง สน.ชนะสงคราม ทันที นายรังสิมันต์กล่าวว่า วันนี้เป็นการตัดสินใจที่ลำบาก แต่วันนี้ทุกคนได้ทำภารกิจตั้งแต่เมื่อวานจนวันนี้ มันเกินความสำเร็จ ตลอด 4 ปี ในระบบ คสช. ไม่มีใครท้าทายดังที่ปรากฏในวันนี้ พวกเราได้ลอง ทุกวิถีทางแล้ว แม้จะเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบอบประชาธิปไตยไม่สำเร็จ แต่วันนี้เป็นวันประวัติศาสตร์ หลังจากนี้คนที่มาสานต่ออาจเป็นพวกเราหรือคนรุ่นหลังที่จะมาต่อยอดบนบ่าของพวกเราทุกคน ตนเข้าใจทุกคนและรู้สึกโศกเศร้า แต่ก็เป็นหนทางเดียวที่จะยุติชุมนุมด้วยความสงบ

คุม 3 แกนนำไป สน.ชนะสงคราม

จากนั้นนายสิรวิชญ์ได้อ่านแถลงการณ์โดยระบุว่าขอให้เป็นหน้าที่ของทุกคนในการโค่น คสช.ให้ได้ในอนาคต วันนี้ไม่ใช่การประกาศยอมแพ้ เราเริ่มจากจุดแรกและไม่คิดจะถอย หลังจากนั้นแกนนำได้ยกมือไหว้มวลชนพร้อมชูสามนิ้วร่วมกับมวลชน จากนั้นแกนนำทั้ง 3 คน ประกอบด้วยนายสิรวิชญ์ หรือจ่านิว เสรีธิวัฒน์ นายรังสิมันต์ โรม และนายปิยรัตน์ จงเทพ รวมทั้งนายนิกร วิทยาพันธุ์ ผู้ตัดกุญแจประตู ม.ธรรมศาสตร์ ไปกับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ สน.ชนะสงคราม
แม่ “จ่านิว” มาดูลูก–ขอยาแก้ไข้ สน.

เวลา 16.00 น. ที่ สน.ชนะสงคราม เจ้าหน้าที่ตำรวจคุมตัว นายรังสิมันต์ โรม นายสิรวิชญ์ หรือจ่านิว เสรีธิวัฒน์ นายปิยรัฐ จงเทพ นายนิกร วิทยาพันธุ์ 4 แกนนำกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง มาสอบปากคำพร้อมแจ้งข้อกล่าวหา โดยมีมวลชนมารอให้กำลังใจบริเวณด้านหน้า สน.ชนะสงครามจำนวนหนึ่ง มี น.ส.พัฒน์นรี ชาญกิจ มารดานายสิรวิชญ์ หรือจ่านิว มาเยี่ยมบุตรชายหลังทราบข่าวการคุมตัว ทันทีที่จ่านิวเห็นหน้ามารดาก็มีสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส โดยแม่จ่านิวได้ใช้ฝ่ามือลูบไปที่ใบหน้าของลูกชาย เพื่อตรวจสอบอาการก็ปรากฏว่ามีอาการปวดหัวตัวร้อนคล้ายเป็นไข้ จึงได้ขอยากับ สน.ชนะสงคราม กินบรรเทาอาการ
“ศรีวราห์” เผยรวบผู้ต้องหา 14 ราย

ต่อมาเวลา 17.00 น. พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร. พร้อมคณะเดินทางมาติดตามความคืบหน้า ก่อนเปิดเผยว่า ขณะนี้สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ทั้งหมด 14 คน โดยคุมตัวอยู่ที่ สน.พญาไท 10 คน ได้แก่ 1.นายเอกชัย หงส์กังวาน 2.นายโชคชัย ไพบูลย์รัชตะ 3.นายอานนท์ นำภา 4.น.ส.ชลธิชา หรือเกด แจ้งเร็ว 5.น.ส.ณัฏฐา หรือโบ มหัทธนา 6.นายวิโรจน์ โตงามรักษ์ 7 นายพุทธไธสิงห์ ทิมจันทร์ 8.นายคีรี ขันทอง 9.ว่าที่ร้อยตรี ภัทรพล จันทร์โคตร 10.นายประสงค์ วางวัน และ สน.ชนะสงคราม 4 คน ได้แก่ นายรังสิมันต์ โรม นายปิยะรัฐ จงเทพ นายสิริวิทย์ เสรีธิวัฒน์ และนายนิกร วิทยาพันธุ์

จัดเต็มถ้วนหน้า 3 ข้อหา

พล.ต.อ.ศรีวราห์กล่าวว่า แจ้งข้อหาผู้ต้องหาทั้งหมด 3 ข้อหา ได้แก่ มาตรา 116 ข้อหายุยงปลุกปั่นฯ มาตรา 215 ข้อหาผู้ใดมั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปหรือกระทำการให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง และข้อหาขัดคำสั่ง คสช. ที่ 3/2558 ร่วมกันมั่วสุม หรือชุมนุมทางการเมือง ณ ที่ใดๆที่มีจำนวนตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป ทั้งนี้ ในส่วนของนายนิกร ที่เป็นผู้ใช้คีมตัดแม่กุญแจ ประตู 3 ม.ธรรมศาสตร์ ต้องรอให้อธิการบดี ม.ธรรมศาสตร์ แจ้งดำเนินคดีก่อนถึงจะสามารถแจ้งข้อหาทำลายทรัพย์สินของทางราชการ และลักทรัพย์ในเวลากลางคืน ส่วนการสอบปากคำต้องใช้ระยะเวลาสักระยะ เมื่อเสร็จสิ้นจะคุมตัวแกนนำทั้ง 4 ไปขออำนาจศาลอาญารัชดา เพื่อฝากขัง ในส่วนของพนักงานสอบสวนได้คัดค้านการประกันตัว เนื่องจากก่อเหตุลักษณะดังกล่าวมาหลายครั้ง ยืนยันว่าผู้ต้องหาทั้งหมดถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมมาไม่ใช่เป็นการมอบตัวแต่อย่างใด

องค์กรยูเอ็นจี้รัฐบาลปล่อยตัวทันที

ด้านสำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ออกแถลงการณ์เกี่ยวกับการชุมนุมว่า สำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และสำนักงานอื่นๆ ของยูเอ็น สังเกตการณ์ชุมนุมโดยสงบของ “กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง” ซึ่งเป็นกลุ่มนักกิจกรรมทางการเมืองและนักกิจกรรมรุ่นใหม่ที่ได้จัดชุมนุมอย่างต่อเนื่องเรียกร้องให้จัดเลือกตั้งช่วงปลายปี 2561 และมีการรำลึกวันครบรอบ 4 ปีการรัฐประหารที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 22 พ.ค.2557 ปรากฏว่ามีการจับตัวแกนนำและนักเคลื่อนไหวไปจำนวนหนึ่ง สำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติจึงเรียกร้องให้ปล่อยตัวนักเคลื่อนไหวเหล่านี้โดยทันที พวกเราได้เรียกร้องรัฐบาลไทยอย่างต่อเนื่องให้เคารพสิทธิการแสดงออก การชุมนุมโดยสันติ ในฐานะที่เป็นรัฐภาคีข้อตกลงระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเรือนและทางการเมือง

ติงสิทธิมนุษยชนไทยยังเข้มงวด

ด้านสำนักข่าวเอพี เอเอฟพี และรอยเตอร์ รายงานความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับการชุมนุมต่อต้านรัฐบาล คสช. ในประเทศไทยด้วยเช่นกัน โดยรายงานเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นวันนี้ที่กลุ่มผู้ประท้วงต่อต้านรัฐบาล คสช. ชุมนุมกันที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และมีแผนเคลื่อนมวลชนไปที่ทำเนียบรัฐบาลเพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลจัดเลือกตั้งภายในปีนี้ และเป็นการชุมนุมในวาระครบรอบ 4 ปีการทำรัฐประหาร กระทั่งต่อมาตำรวจเข้ารวบตัวเหล่าแกนนำไป ทั้งหมด และทำให้การชุมนุมสลายตัว

ส่วนกลุ่มเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิมนุษยชน

แอมเนสตี้ อินเตอร์แนชนัล ใช้วาระครบรอบ 4 ปีการรัฐประหาร เรียกร้องรัฐบาล คสช. ให้ฟื้นคืนสิทธิพลเรือนในประเทศ เพราะแม้การรัฐประหารผ่านมา 4 ปี แต่การเข้มงวดด้านสิทธิมนุษยชน ยัง ครอบคลุมและไม่ยุติธรรมโดยสิ้นเชิงของเจ้าหน้าที่ยังคงมีอยู่

ครบ 4 ปี “บิ๊กตู่” อารมณ์ดีมีกำลังใจ

เมื่อเวลา 13.50 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช.แถลงภายหลังการประชุม ครม.ว่า วันนี้ถ้าสื่อมวลชนถามว่าอารมณ์ดีหรือไม่ ก็ขอตอบว่าอารมณ์ดีจะไปซีเรียสอะไรนักหนา วันนี้ก็เป็นวันครบรอบ 22 พ.ค. ก็ดีที่เราจะได้ทบทวนว่าเราทำอะไรไปแล้วบ้าง ตั้งแต่วันที่ 22 พ.ค. 57 ซึ่งเราก็ได้ทำอะไรไปเยอะแยะก็เก็บสิ่งเหล่านี้ไว้เป็นกำลังใจให้พวกเรากันเองดีกว่า เพื่อทำงานต่อไป ไปสู่รัฐบาลหน้า

พอใจผลงานเริ่มต้นปฏิรูป

นายกฯกล่าวถึงการประเมินผลงานครบรอบ 4 ปี คสช.ว่า ใครจะไม่พอใจก็ไม่ทราบ ตนพอใจที่ได้เริ่มต้นไว้ให้ในเรื่องของการปฏิรูปหลายอย่าง ต้องมาดูกันต่อไปว่าระยะเวลาต่อจากนี้ไปหลังจากที่ได้ทำปฏิรูปขั้นต้นไปแล้ว โครงสร้างต่างๆ กฎหมาย วิธีการงบประมาณ แผนงานต่างๆ จะทำอย่างไรกันต่อไป เรามีคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ และคณะกรรมการปฏิรูป ซึ่งตนไม่ต้องการให้เกิดความขัดแย้งระหว่างสองคณะกรรมการ ยอมรับว่ามีความกังวลในเรื่องเหล่านี้ แต่เราจำเป็นจะต้องมีกรอบไม่เช่นนั้นการใช้จ่ายงบประมาณจะไม่คุ้มค่าไม่ต่อเนื่องเชื่อมโยง พอใจในสิ่งที่ได้ทำตรงนี้มาก็ค่อยๆฟัง กันต่อไปจะเข้าใจไปเรื่อยๆ

ยืนกรานเลือกตั้งต้นปี 62

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวถึงกลุ่มคนอยากเลือกตั้งที่ชุมนุมเรียกร้องให้จัดการเลือกตั้งในเดือน พ.ย.ว่า ก็เรียกร้องไป เรียกร้องได้ ซึ่งอ้างว่าเป็นการเรียกร้องตามรัฐธรรมนูญ แต่กฎหมายการชุมนุมว่าอย่างไรก็ไปว่ากันมาให้ครบ บอกแล้วว่าเป็นไปตามขั้นตอนของตนคือต้นปี 62 ไม่มีเร็วกว่านั้น ที่มันล่าช้าไป 3-4 เดือน เป็นเรื่องความพร้อมของกฎหมาย เรื่องการประท้วงอะไรตอนนี้ก็พยายามผ่อนผันให้ตามที่เราสามารถให้ได้ เราไม่ต้องการจะปิดกั้น คนเหล่านี้ก็ออกมาแสดงความคิดเห็นหลายครั้งแล้ว รัฐบาลก็รับมาพิจารณาในสิ่งที่สามารถกระทำได้ แต่เขาก็ยังทำต่อไปเรื่อยๆ วันนี้ศาลปกครองสูงสุดตัดสินแล้ว เจ้าหน้าที่ปฏิบัติตามกฎหมาย ถ้าไม่ทำก็โดนละเว้น

ถ้าเดินขบวนก็เดินกันไปไม่สิ้นสุด

นายกฯกล่าวอีกว่า วันนี้ถ้าเรามีการเดินขบวนที่ไม่มีวันสิ้นสุด ภาพรวมเศรษฐกิจที่กำลังเติบโตสิ่งเหล่านี้จะหายไปเรื่อยๆ แล้วจะทำอย่างไร ตัวเลขต่างๆจะตกลง สิ่งต่างๆก็ไม่เกิดขึ้น ฉะนั้นความมั่นคง ปลอดภัย ชีวิตทรัพย์สินสำคัญที่สุด ฝากสื่อช่วยกันพิจารณาตรงนี้ด้วย ผมไม่อยากให้ไปสัมภาษณ์เพราะเป็นการขยายความ ต้องฟังเหตุผลที่รัฐบาลพูดบ้างว่าเราต้องการอะไรกันในวันนี้ ไม่ได้หมายความว่าจะไปปิดกั้น ตอนนี้กำลังไปตรวจสอบทั้งหมด ไม่ว่าจะการ์ดมีคดีความในส่วนตรงไหนหรือไม่

ยอมให้ประเทศเสียหายไม่ได้

“รัฐบาลจำเป็นต้องใช้กฎหมายในการรักษาความสงบเรียบร้อย แต่ไม่ได้หมายความว่าจะเอากฎหมายไปบังคับใช้กับคนที่เห็นต่าง เห็นต่างได้แต่ต้องไม่ผิดกฎหมาย จำคำพูดผมไว้นะ ฉะนั้นการดำเนินคดีต่างๆก็จะต้องเอาจริงเอาจังให้มากขึ้น ไม่เช่นนั้นเราจะเสียหาย ผมให้ประเทศเสียหายไม่ได้ อะไรที่เกิดขึ้นในวันนี้เป็นอนาคตของประเทศในวันข้างหน้าทั้งสิ้น ฝากทุกคนไว้ด้วย ผมยืนยันว่าทุกเรื่องรับทราบหมด ใครจะร้องเรียนอะไรต่างๆ เพราะผมติดตามหลายช่องทางด้วยกัน และนำไปสู่การปฏิบัติและแก้ปัญหาสั่งการใน ครม.ให้ไปหามาตรการที่เหมาะสม นั่นคือรัฐบาลนี้ ฉะนั้นอยากให้เข้าใจตรงนี้ด้วย” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว พร้อมระบุว่า ขอบคุณ สวัสดีขอให้รักษาสุขภาพด้วยฝนตกไม่เป็นหวัด เมื่อถามว่า ที่นายกฯระบุว่า 4 ปีแป๊บเดียวยังมีปัญหาต้องแก้อีกเยอะ คิดว่าต้องใช้เวลาอีกกี่ปีในการแก้ปัญหา นายกฯตอบว่า ให้ไปถามรัฐบาลในวันข้างหน้า

งบฯสร้างสภาฯ บานอย่าเพ่งผิดถูก

พล.อ.ประยุทธ์ยังกล่าวถึงปัญหางบฯการก่อสร้างรัฐสภาแห่งใหม่ว่า เราอย่าไปให้ความสำคัญเฉพาะเรื่องไมค์หรือนาฬิกาเลย เพราะมีขั้นตอนอยู่แล้ว วันนี้ยังไม่มีใครผิด ใครถูกหรอก เพราะเป็นการเสนอขึ้นมาตามหลักการเดิมที่รัฐบาลก่อนหน้านี้ โดยมีการออกแบบมาอย่างสวยหรู ซึ่งตนเองก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะออกแบบไปแล้ว และเขาตั้งไว้ว่าจะต้องเป็นรัฐสภาที่สวยงาม ทันสมัยที่สุดในภูมิภาค ดังนั้น จึงอาจทำให้มีราคาแพงเพราะเป็นของดี แต่เราก็ต้องมาดูว่ามีความจำเป็นแค่ไหน อย่างไร ต้องมาดูในเรื่องของงบประมาณด้วย เพราะฉะนั้นระยะแรกควรจะเป็นแค่ไหน อย่างไร ในอนาคตจะสามารถพัฒนาต่อได้หรือไม่ ตนจึงให้เขาไปทบทวน ฉะนั้นก็อย่าเพิ่งไปพูดจาให้ร้ายกันไปมาเลย มันเสียหาย คนทำงานก็จะหมดกำลังใจ อย่าเพิ่งไปพูดว่าใครผิด ใครถูกเลย ถ้ามีการทุจริตเมื่อไหร่ ก็เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเมื่อนั้น

ครม.สัญจรป้ายถัดไป-ปากน้ำโพ

ที่ทำเนียบรัฐบาล พ.อ.อธิสิทธิ์ ไชยนุวัติ ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังการประชุม ครม.ว่า ในวันที่ 11-12 มิ.ย.นี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช.พร้อม ครม.มีกำหนดเดินทางลงพื้นที่ตรวจราชการ จ.พิจิตร และประชุม ครม.อย่างเป็นทางการนอกสถานที่ที่ จ.นครสวรรค์ เพื่อพบปะประชาชนและติดตามความคืบหน้าการดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาลในส่วนของกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง ได้แก่ จ.นครสวรรค์ อุทัยธานี กำแพงเพชร และเพชรบูรณ์

สั่งแก้ยุทธศาสตร์ชาติชง ครม. 5 มิ.ย.

นายดนุชา พิชยนันท์ รองเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) แถลงภายหลังประชุม ครม.ว่า ครม.ได้พิจารณาร่างยุทธศาสตร์ชาติทั้ง 6 ด้าน ที่คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ ร่างขึ้น แต่มีความเห็นค่อนข้างมากจากหลายหน่วยงาน จึงมีมติให้ สศช.นำความเห็นไปพิจารณาปรับปรุงร่าง และนำกลับมาเสนอ ครม.อีกครั้งในวันที่ 5 มิ.ย. จากนั้นภายในวันที่ 8 มิ.ย. ส่งให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณาโดยมีเวลา 30 วัน เมื่อเห็นชอบแล้วนำขึ้นทูลเกล้าฯ คาดว่าเดือน ก.ค.จะประกาศใช้ยุทธศาสตร์ชาติฉบับที่เป็นทางการได้

สั่ง รมต.แท็กทีมพีอาร์ไทยนิยม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงท้ายของการประชุม ครม. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. มอบหมายให้รัฐมนตรีกระทรวงที่เกี่ยวข้องกับ โครงการไทยนิยมยั่งยืน ร่วมกันแถลงถึงความคืบหน้า โครงการไทยนิยมยั่งยืนให้สื่อมวลชนรับทราบ โดยช่วงหนึ่งของการแถลงข่าว พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย กล่าวว่า โครงการดังกล่าวไม่ต้องรู้ว่าเงินมาจากไหน ทุกชุดที่ลงไป ลงไปในแนวทางประชารัฐถึงประชาชนทั้งหมด เงินมาจากก้อนไหน เงินอะไรลงไป เขาไม่ต้องรู้ ขอให้เขาได้เท่านั้น ขอให้รู้ว่าจะพัฒนาตัวเองพัฒนากลุ่มอย่างไร อยากให้ รู้ว่าเป็นความตั้งใจของรัฐบาลที่จะทำให้เขามีรายได้ ดีขึ้น เราไม่ได้แจกเงิน ตามศาสตร์พระราชาของในหลวงรัชกาลที่ 9 เราไม่ได้แจกปลา แต่แจกเบ็ด ให้เขาหาปลากิน เราเน้นความยั่งยืน เอาโอกาสไปถึงตัวเขา

“มีชัย” ไม่ห่วงศาลวินิจฉัย พ.ร.บ.ส.ว.

เมื่อเวลา 13.00 น. ที่รัฐสภา นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กล่าวถึงกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญจะพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งวุฒิสภา (ส.ว.) ในวันที่ 23 พ.ค. ว่า ต้องรอดูว่าบัญญัติที่เป็นปัญหาขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ ถ้าขัดต้องดูว่าจะกระทบกับสาระสำคัญที่ทำให้ร่างตกไปทั้งฉบับหรือไม่ ถ้าไม่ใช่ บทบัญญัติเฉพาะมาตรานั้น ก็ตกไป นำมาใช้บังคับไม่ได้ แต่ร่าง พ.ร.บ.สามารถนำมาบังคับใช้ได้ แต่ถ้าศาลฯวินิจฉัยว่าขัดหรือแย้งทั้งฉบับ กรธ.ต้องกลับมาทำใหม่ โดยแก้เฉพาะส่วนที่ขัดหรือแย้ง แล้วส่งไปยัง สนช.พิจารณา หากแก้ เพียง 1-2 มาตรา ก็พิจารณา 3 วาระรวดเลยได้ จึงไม่น่ากระทบโรดแม็ปเลือกตั้ง โดยจะใช้เวลารวมทั้งขั้นตอน สนช. 2-3 สัปดาห์น่าจะจบ ไม่น่า จะรื้อหรือทำอะไรใหม่เพราะไม่มีเวลา

“อ๋อย” จวก 4 ปี คสช.ล้มเหลวสิ้นเชิง

นายจาตุรนต์ ฉายแสง แกนนำพรรคเพื่อไทย โพสต์เฟซบุ๊กว่า คสช.อ้างความจำเป็นระงับความขัดแย้งวุ่นวายเข้าทำรัฐประหาร ผ่านไป 4 ปี ยังใช้ เรื่องนี้เป็นข้ออ้างอยู่ในอำนาจ สร้างเงื่อนไขให้สังคมไทยอยู่ในสภาพขาด คสช.ไม่ได้ ต้องอยู่ใต้ระบบอำนาจนิยม สิ่งที่อ้างเป็นภารกิจสำคัญล้มเหลวในทุกด้าน ไม่พยายามสร้างความปรองดอง ทั้งยังใช้อำนาจตามอำเภอใจ จำกัดสิทธิเสรีภาพผู้เห็นต่าง บังคับใช้กฎหมายอย่างเลือกปฏิบัติ สร้างระบบที่จะอยู่ในอำนาจต่อไป โดยประชาชนไม่มีสิทธิ์มีเสียง ไม่มีการปฏิรูปแม้แต่เรื่องเดียว ยุทธศาสตร์ชาติและแผนปฏิรูปต่างๆเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศมากกว่าจะเกิดการปฏิรูป การปราบทุจริตคอร์รัปชันเป็นไปอย่างลูบหน้าปะจมูกเลือกปฏิบัติ ปกป้องพวกพ้องและเอื้อให้เกิดคอร์รัปชันที่ไม่มีใครทัดทานได้ เกิดสภาวะรวยกระจุกจนกระจาย 4 ปีได้พิสูจน์ ว่าสิ่งที่ คสช.ใช้เป็นข้ออ้าง ไม่เกิดผลสำเร็จ ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง

“สมศักดิ์” เปรียบ 4 ปีหาดาวกลางวัน

นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล แกนนำพรรคชาติไทยพัฒนา โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวในวันครบรอบ 4 ปี คสช.ภายใต้ชื่อเรื่อง “ครบ 4 ปีที่ไขว่คว้าหา ดวงดาวตอนกลางวัน และหาสุริยันยามค่ำคืน” ใจความว่า 4 ปีที่ผ่านมาการใฝ่หาประชาธิปไตยเป็นไปไม่ได้เลย ไม่ต่างจากการหาดวงดาวตอนกลางวัน หาสุริยันยามค่ำคืน ที่ผ่านมา คสช.และรัฐบาลเลื่อนเลือกตั้งมาแล้วถึง 4 ครั้ง โดยครั้งที่ 4 เลื่อนเป็นเดือน ก.พ.2562 เมื่อถึงเวลาคาดเดาไม่ได้ว่าจะมีเหตุอะไรให้โรดแม็ปเลื่อนอีกหรือไม่ ได้แต่สวดมนต์ไหว้พระ ขอพระสยามเทวาธิราชจงดลบันดาลอย่าให้เกิดเหตุการณ์ใดทำให้การเลือกตั้งต้องขยายไปอย่างไม่มีกำหนด ตอนท่านเข้ามาบอกจะคืนความสุขให้ จะปฏิรูปบ้านเมืองโดยเร็ว นี่ 4 ปีเต็มๆ บนอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด แต่ทุกอย่างยังหยุดนิ่ง ดูเหมือนจะถูกรั้งให้ถอยหลังไปอีก ยังไม่มีทีท่าจะคืนอำนาจให้เมื่อใด เด็กและผู้ใฝ่ประชาธิปไตยจึงลุกขึ้นมาทวงถามจับเพิ่มอีกรายคนขับรถขยายเสียง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 21.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจได้คุมตัวนายวิเศษณ์ สังข์วิศิษฏ์ คนขับรถเครื่องขยายเสียง ในกลุ่มผู้ชุมนุมอยากเลือกตั้ง ผู้ต้องหาอีกรายหนึ่ง มาสอบปากคำที่ สน.ชนะสงคราม พร้อมแจ้งข้อหา แต่ขณะที่สอบปากคำนายวิเศษณ์ มีอาการความดันสูง ต้องเรียกรถพยาบาลมาพาตัวไปรักษาต่อที่ รพ.วชิรพยาบาล ซึ่งนอกจากนายวิเศษณ์ แล้วยังมีนายนิกร วิทยาพันธุ์ อีก 1 ใน 4 ผู้ต้องหาที่ สน.ชนะสงคราม ก็มีอาการความดันโลหิตสูงเช่นกัน เนื่องจากมีโรคประจำตัว เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงควบคุมตัวทั้ง 2 คนไปยังโรงพยาบาลทันที.

ที่มา ไทยรัฐ