“บัญญัติ”ชี้4ปีคสช.น่าเป็นห่วงมีความขัดแย้งมากขึ้น

“บัญญัติ”ชี้4ปีคสช.น่าเป็นห่วงมีความขัดแย้งมากขึ้น

วันที่ 26 พ.ค.2561 นายบัญญัติ บรรทัดฐาน อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการครบรอบ 4 ปี คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ว่า หลายคนได้พูดเรื่องนี้ไปแล้ว แต่ส่วนตัวมองว่าต้องให้ความเป็นธรรมกับรัฐบาลที่ทำงานหนักพอสมควร โดยหลายเรื่องเป็นผล แต่เรื่องที่เป็นความหวังของประชาชน เช่น การปราบคอร์รัปชั่น การปฏิรูป และการปรองดอง ตนต้องพูดตรงๆ ว่ายังไม่ประสบความสำเร็จ โดยเฉพาะเรื่องการปรองดองที่ดูไปดูมาจะขัดแย้งมากขึ้น ซึ่งถือว่าน่าเป็นห่วง

นายบัญญัติ กล่าวด้วยว่า ทั้งนี้การเมืองที่มาด้วยอำนาจและถูกล้มด้วยอำนาจ ตนเห็นปรากฏการณ์แบบนี้ 6-7 ครั้ง ซึ่งการล้มอำนาจด้วยอำนาจนั้น เนื่องจากใช้อำนาจทำลายตัวเอง มีอำนาจมากก็ใช้มาก คลั่งอำนาจ สุดท้ายเมื่อสังคมรู้ทัน ก็จะแพ้ภัยตัวเองไปไม่รอด เพราะประวัติศาสตร์แสดงให้เห็นว่าอำนาจประชาชนล้มไปหลายคณะแล้ว ดังนั้นต้องยึดอุดมการณ์ตามระบอบประชาธิปไตย และอุดมคตอบนความเท่าเทียมตามกระบวนการประชาธิปไตย ไม่ใช่เออเองแล้วทำทุกอย่างให้เบ็ดเสร็จ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า “ความขัดแย้ง” ตรงกับภาษาอังกฤษว่า “contrast” แปลว่า “ตัดกัน” ความขัดแย้งถือว่าเป็นปกติหรือเป็นธรรมชาติของมนุษย์และสังคมเพราะมีประสบการณ์และพื้นฐานต่างกันแต่อยู่ในสถานการณ์ที่ไม่ปกติ ไม่มีความสมนัย คือไม่มีความเห็นความเสมอกันไม่ไปด้วยกัน มีการเลือกปฏิบัติโดยไม่เท่าเทียมกัน มีความเห็นไม่ตรงกัน มีความต้องการผลประโยชน์ต่างกัน ซึ่งเป็นได้ทั้งบุญและบาป กุศลและอกุศล เชิงบวกและลบ

ความขัดแย้งเชิงบวกทำให้คนหันหน้ามาคุยกัน สานเสวนากัน แก้ปัญหาร่วมกันอย่างสันติ ขณะที่ความขัดแย้งเชิงลบทำให้เกิดความรุนแรง ฆ่ากันทำร้ายกัน นำไปสู่สงคราม และมีทั้งความขัดแย้งภายใน (Domestic conflict) ภาษาบาลี คือ “อชฺฌตฺตํ” เป็นความขัดแย้งแบบหลบใน และความขัดแย้งภายนอก (Outerconflict) ภาษาบาลี คือ “พาหิรํ” แต่ที่สำคัญและน่ากลัวที่สุดคือ ความขัดแย้งภายในหรือความขัดแย้งแบบไร้ตัวตนหรือแบบหลบใน เพราะมีกิเลสคือ “ปฏิฆะ” ความขุ่นข้องหมองใจ หลบซ่อนอยู่ภายในจิตใจที่มีลักษณะเล็กๆ เบาๆ เหมือนขนนก สะสมมาเรื่อยๆ รอเวลาที่จะเอาคืนรอเวลาที่จะระเบิดออกมาแล้วนำไปสู่ความรุนแรง เหมือนขนนกรอเวลาที่เชือกขาด

ความขัดแย้ง มีพัฒนาการ 3 ระยะ คือ “ตั้งตัว” หรือกำลังตั้ง “ตื่นตัว” หรือเริ่มมีเสียงออกมา และ “แตกตัว” หรือกระจายตัวออกมา โดยมีพัฒนาการเป็น ๓ แยกของความขัดแย้ง คือ “แปลกแยก”“แบ่งแยก” และ “แตกแยก” ทำให้เกิด 4 แย่งคือ “แย่งอาหารกันกิน แย่งถิ่นกันอยู่ แย่งคู่กันสวาท แย่งอำนาจเป็นใหญ่”

“ความรุนแรง” นั้นมีทั้งโดยตรงและโดยอ้อม ตามแนวความคิดของ “โยฮันกัลตุง” (Johan Galtung) โดยแบ่งเป็น 3 ระดับ คือ ทางตรงหรือกายภาพ เชิงโครงสร้าง และเชิงวัฒนธรรม ความรุนแรงทางกายภาพนั้นจะต้องมีผู้กระทำให้เกิดขึ้นทั้งทางกายและทางวาจา ส่วนความรุนแรงเชิงโครงสร้างหรือเชิงระบบจะไม่ปรากฏผู้กระทำและผู้ถูกกระทำ มีลักษณะเป็นการขัดขวางไม่ให้มีการตอบสนองต่อความจำเป็นขั้นพื้นฐาน การแบ่งชนชั้น ลัทธิเหยียดผิว ชาติพันธุ์ การทำลายตนเอง การทำลายชุมชน และการทำลายรัฐ-ชาติ โดยรัฐประหาร การกบฏ การก่อการร้าย สงคราม ขณะที่ความรุนแรงเชิงวัฒนธรรมก็จะไม่ปรากฏผู้กระทำและผู้ถูกกระทำเช่นกัน โดยจะการถ่ายทอดออกมาเป็นความเกลียด ความกลัว อคติ ความเจ็บแค้น เป็นความรุนแรงทางศาสนา อุดมการณ์ ภาษา และศิลปะ.

ที่มา บ้านเมือง