“ขันทีไทย..ขันทีในสยาม” เคยมีอยู่จริง?..หรือไร้ตัวตน?

“ขันทีไทย..ขันทีในสยาม” เคยมีอยู่จริง?..หรือไร้ตัวตน?

“ขันทีในเมืองไทย” ในหน้าประวัติศาสตร์ ประกอบกับขณะนี้สังคมไทยก็เริ่มให้ความสนใจกับคนกลุ่มนี้ อันมีที่มาจากละครอิงประวัติศาสตร์ “หนึ่งด้าวฟ้าเดียว” ที่ตัวเอกปลอมตัวเป็น “ขุนนางขันทีในวัง”

เมืองไทยในอดีตเคยมีขันทีจริงหรือไม่ ยืนยันว่าเคยมี โดยมีมาจนถึงช่วงสมัยสิ้นกรุงศรีอยุธยา ซึ่งได้มีบันทึกถึงเรื่องนี้ไว้” …เป็นคำยืนยันจาก ดร.วินัย พงศ์ศรีเพียร เมธีวิจัยอาวุโส สกว. ถึง “ขันทีในเมืองไทย” ในหน้าประวัติศาสตร์ ประกอบกับขณะนี้สังคมไทยก็เริ่มให้ความสนใจกับคนกลุ่มนี้ อันมีที่มาจากละครอิงประวัติศาสตร์ “หนึ่งด้าวฟ้าเดียว” ที่ตัวเอกปลอมตัวเป็น “ขุนนางขันทีในวัง” ซึ่งวันนี้ “ทีมวิถีชีวิต” ก็มีแง่มุมประวัติศาสตร์เกี่ยวกับกลุ่มคนกลุ่มนี้มานำเสนอ..

เรื่องราวของ “ขันทีในเมืองไทย” นี้ได้รับการถ่ายทอดไว้ในเวทีเสวนาหัวข้อ “นักเทษขันที และชาวเปอร์เซียในประวัติศาสตร์ไทยสมัยกรุงศรีอยุธยา” ที่จัดโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) เพื่อเป็นการกระตุ้นให้คนไทยหันมาสนใจเรียนรู้ประวัติศาสตร์มากขึ้น และสำหรับ “ความเป็นมาของขันที” นั้น ทาง ดร.วินัย พงศ์ศรีเพียร เมธีวิจัยอาวุโส สกว. ซึ่งได้ศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับเรื่องนี้ ได้เล่าไว้ว่า… ที่สนใจเรื่องนี้นั้น เริ่มจากการที่ได้อ่านหนังสือเกี่ยวกับ “ขันทีจีน” เพราะยุคนั้นคนไทยชื่นชอบชมภาพยนตร์จีนกำลังภายในมาก เมื่อมีโอกาสได้แปลหนังสือและศึกษาเรื่อยมา จึงพบว่าเรื่องราวของกลุ่มขันทีมีอยู่ทั่วโลก โดยจีนในอดีต ในยุคของราชวงศ์ชิง เคยมีขันทีนับแสนคน ขณะที่โลกฝั่งตะวันตกอย่างประเทศอิตาลีนั้น ก็มีนักร้องประสานเสียงในโบสถ์ที่เป็นผู้ชายที่มีการตัดอวัยวะเพศเป็นจำนวนมาก เนื่องจากเชื่อว่าเมื่อตัดอวัยวะเพศทิ้งจะทำให้มีฮอร์โมนเพศหญิงมากขึ้น ซึ่งช่วยทำให้มีเสียงสูงคล้ายกับผู้หญิง …นี่เป็นความเชื่อที่ผูกโยงอยู่กับเรื่องของ “ขันที” ในวัฒนธรรมทั่วโลก

ทั้งนี้ กับคำว่า… “ขันที” นี้ ก็มีปริศนาเช่นกัน โดย ดร.วินัย บอกว่า… คำว่าขันทีที่คุ้นหู โดยเฉพาะกับผู้ที่ชื่นชอบเรื่องจีนนั้น ความเป็นจริงแล้วคำ ๆ นี้มิใช่คำจีน!!! เพราะจีนเรียกขันทีว่า “ไท้ก่ำ” ซึ่งในสังคมก่อนสมัยใหม่หลาย ๆ สังคม ทั้งในยุโรป แอฟริกา ตะวันออกกลาง และประเทศสุดบูรพาทิศ ได้แก่ จีน เกาหลี เวียดนาม แต่ยกเว้นญี่ปุ่น ต่างก็มีการใช้ขันทีในราชสำนักทั้งสิ้น โดยหลักฐานเก่าแก่เกี่ยวกับการ “ตอน” คนเป็นขันทีนั้น พบอยู่ที่เมืองลากาซในวัฒนธรรมของสุเมเรียน ซึ่งต้องย้อนหลังกลับไปไกลถึง 2,000ปีก่อนคริสตกาล นอกจากนี้ ภาษาอังกฤษคำว่า “Eunuch” ก็ยังมีรากศัพท์มาจากภาษากรีกโบราณอย่างคำว่า eune (bed) + ekhein (to keep) ที่แปลว่า “เจ้าพนักงานกระลาบรรทม” ด้วย …เป็นอีกเงื่อนงำของกลุ่มคนในประวัติศาสตร์กลุ่มนี้

“อาณาจักรเพื่อนบ้านของไทยสมัยโบราณก็มีการใช้งานขันทีเช่นกัน คือในอาระกันหรือรัฐยะไข่ รวมถึงพบในเมียนมา อินเดีย เวียดนาม จนถึงชวา หรือแม้แต่ในภาษามอญก็ยังมีคำเรียกขันทีว่า… กมฺนุย ซึ่งออกเสียงว่าก็อมนอย ที่แปลว่าชายที่ปราศจากความรู้สึกทางเพศ อีกด้วย” …เป็นอีกข้อมูลที่น่าทึ่งเกี่ยวกับเรื่องราวของ “ขันที”

นอกจากนี้ ดร.วินัย ยังได้อธิบายคำว่า “ขันที” เพิ่มว่า… ที่มาของคำ ๆ นี้ยังไม่กระจ่างนัก บางทฤษฎีเชื่อว่าอาจมาจากรากคำในภาษาอาหรับ อย่างคำว่า “ขะซี (khaziiy)” หรืออีกทฤษฎีก็มีนักประวัติศาสตร์ผูกโยงเข้ากับคำว่า “ศิขัณฑิน” ซึ่งเป็นหนึ่งในตัวละครสำคัญในมหาภารตยุทธ์ อย่างไรก็ตาม เมื่อกลับมาค้นคว้าใหม่ก็ได้พบกับคำว่า… “ขณฺฑ” ปรากฏในภาษาสันสกฤต ซึ่งแปลว่า การทำลาย ความไม่สมบูรณ์ การขาดหายไป หรือ การตัดเป็นชิ้น นี่ก็เป็นอีกคำหนึ่งที่มีความเป็นไปได้

“คำว่า… ขณฺฑ ดูจะมีความเป็นไปได้มาก โดยสาเหตุที่คนไทยเขียนคำนี้เป็นคำว่าขันทีนั้น น่าจะเกิดจากการเขียนตามรูปแบบไทยสะดวกนั่น เอง ที่ทำให้ขณฺฑ กลายเป็นขันทีในปัจจุบัน” …เป็นข้อสังเกตที่ ดร.วินัย ระบุไว้

ส่วน “นักเทษ” ที่เป็นคำที่ใช้ควบคู่กันนั้น ดร. วินัย บอกว่า มาจากคำว่า “นักปรเทษ” ที่หมายถึง ท่านที่มาจากที่อื่น หรือ ผู้มาจากตะวันออกกลาง เช่น เปอร์ เซีย ตุรกี โดยเอกสารบางฉบับมีการกล่าวถึงรัฐต่าง ๆ เช่น เวียดนาม เกาหลี ที่ได้มีการส่งขันทีไปถวายแก่จักรพรรดิจีนเอาไว้ด้วย อย่างไรก็ดี “ขันทีในไทย” นั้น เนื่องจากกฎหมายจีนตอนนั้นห้ามคนจีนเดินทางออกนอกประเทศ จึงมีข้อสังเกตว่าขันทีในไทยน่าจะไม่ได้มาจากจีน แต่น่าจะนำเข้ามาจากประเทศอื่นมากกว่า

“นอกจากนั้น ความเชื่อทางศาสนาพุทธยังเชื่อ ว่า การตัดสมบัติความเป็นชายทิ้งเป็นบาปกรรม จึงน่าจะไม่มีขันทีที่เป็นชายไทย” …ดร.วินัย กล่าว พร้อมกับบอกว่า… เมืองไทยในอดีตก็ได้มีการใช้งานขันทีมาตลอด จนมาถึงช่วงสิ้นกรุงศรีอยุธยา ระบบขันทีจึงถูกยกเลิกไป โดยในบันทึกพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของ สมเด็จพระเจ้าเอกทัศ นั้น ได้ปรากฏชื่อขันที 2 คนอยู่ในขบวนแห่ของฝ่ายใน หรือขบวนพระสนมกำนัลด้วย คือขันทีชื่อ ราขาร และที่ชื่อ สังขสุรินทร ซึ่งทำหน้าที่กำกับขบวนแห่ นอกจากนั้นยังเคยมีการตั้ง กรมขันที และ กรมนักเทษ ขึ้น ก่อนที่จะยกเลิกไปหลังจากเสียกรุงศรีอยุธยาในปี 2310 อย่างไรก็ดี ความทรงจำเกี่ยวกับขันทีก็ยังมีอยู่มาจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น คือในวรรณกรรมเรื่อง ขุนช้างขุนแผน

“ตอน พลายชุมพลปราบชาละวัน ก็ได้มีการเขียนถึงขันทีไว้ด้วย คือบทที่ว่า… อ่านคาถาถ้วนคำรบร้อยแปดที …เพศกุมภีล์ก็กลับเป็นมัจฉา …ชุมพลหายกลายเป็นสกุณา …เที่ยวดำด้นค้นปลาในวารี …คนที่ดูพรูตื่นยืนสะพรั่ง …ตำหนักแพเพียงจะพังลงกับที่ …พระสนมกำนัลพวกขันที …อึงมี่แซ่ซ้องริมท้องชล” …เป็นเรื่องราวของ “ขันที” ที่แม้แต่ในวรรณคดีก็มีปรากฏอยู่

อย่างไรก็ตาม ถ้าพูดถึง ขันทีในราชสำนักอยุธยา ทาง ดร.วินัย เน้นย้ำว่า ต้องทำความเข้าใจในหลายประเด็นเสียก่อน นั่นคือ ข้อแรก การเรียกคนกลุ่มนี้ให้ถูกต้องนั้น ควรเป็น นักเทษขันที ต่อมา ข้อสอง นักประวัติศาสตร์มีความรู้เกี่ยวกับเรื่องราวนักเทษขันทีที่เลือนลางมากเพราะไม่มีการกล่าวถึงคนกลุ่มนี้เอาไว้ในพระราชพงศาวดารแม้แต่เล่มเดียว ข้อสาม เรื่องราวนักเทษขันทีที่พบมีกล่าวถึงไว้แค่เพียงในเอกสารชั้นต้น นั่นคือกฎมณเฑียรบาลและในพระไอยการตำแหน่งนาพลเรือน (ฝ่ายใน) เท่านั้น ส่วนที่ในเอกสารต่างชาติก็พบได้เฉพาะในจดหมายเหตุของ เดอ ลาลูแบร์ เท่านั้น และ ข้อสี่ ถ้าอยากรู้เรื่องราวของนักเทษขันทีให้ลึกซึ้งก็ต้องเข้าใจบริบทการจัดราชการของฝ่ายในไปพร้อมกันด้วย …เป็นคำแนะนำไปถึงผู้ที่ต้องการศึกษาต่อยอดเรื่องนี้

ทั้งนี้ ดร.วินัย ระบุอีกว่า… มีคนถามอยู่เสมอว่า นักเทษขันทีในราชสำนักอโยธยาเป็นใครมาจากไหน? เป็นชาวสยามหรือไม่? ซึ่งเคยมีผู้เชี่ยวชาญที่ศึกษาเรื่องราวขันทีจีนกล่าวว่า ราชสำนักจีนมีการใช้ขันทีมาก และแหล่งป้อนขันทีก็มีทั้งจากในประเทศ เช่น มณฑลหูเป่ย และมีขันทีที่ถูกส่งตัวมาจากเจ้ารัฐบรรณาการที่มักส่งขันทีให้ราชสำนักจีน เพื่อหวังเอาพระทัยหวางตี้จีน จักรพรรดิของจีนในสมัยนั้น ดังนั้น จึงทำให้อาจจะสันนิษฐานได้ว่า ราชสำนักสยามก็อาจซื้อขันทีมาจากอินเดีย? หรือตะวันออกกลาง? เพื่อนำมาใช้งาน รวมถึงเพื่อส่งไปเป็นบรรณาการในฐานะสินค้าได้เช่นกัน

“สมัยกรุงศรีอยุธยานั้น ไม่แน่ใจว่าเป็นเชิงสัญลักษณ์หรือไม่ แต่ระบบราชการไทยฝ่ายในนั้นมีกรมนักเทษและกรมขันทีที่ทำหน้าที่เป็นองครักษ์ของฝ่ายใน หรือเป็นผู้จำทูลพระราชสาส์น รวมถึงพนักงานพิธีกรรม และจัดขบวนแห่ โดยแบ่งหน้าที่ให้ขันทีเป่าสังข์ นักเทษตีกรับ ทำให้สันนิษฐานว่าขันทีรับวัฒนธรรมเปอร์เซียที่ใกล้ชิดกับพราหมณ์”

บทบาทขันทีในราชสำนักสยาม นั้น ดร.วินัย ระบุว่า… เนื่องจากพระเจ้ากรุงสยามประทับในพระราชฐานชั้นใน ซึ่งเป็นเขตหวงห้ามสำหรับบุรุษ แต่ก็มีบางโอกาสที่ทรงต้องสั่งราชการจากสถานที่นั้น จึงจำเป็นต้องมีผู้สื่อสารระหว่างพระองค์กับข้าราชการ โดยผู้เป็นสื่อกลางการสั่งราชการนี้ เป็นชายก็ไม่ได้ หรือจะเป็นนางสนมกำนัลก็ไม่ได้เช่นกัน จึงเปิดช่องว่างแก่การใช้นักเทษขันที ซึ่งนักเทษจะรับราชการฝ่ายขวา ขณะที่ขันทีจะรับราชการฝ่ายซ้าย โดยเรื่องนี้นั้น ในทำเนียบพระไอยการลักษณะนาพลเรือน รวมถึงในกฎมณเทียรบาลนั้น ก็มีข้อมูลเกี่ยวกับนักเทษขันทีนี้ด้วยเช่นกัน

“ในกฎมณเทียรบาลได้เขียนถึงหน้าที่ของนักเทษขันทีไว้ว่า… ถ้าเสดจ์หนเรือแลประเทียบฝ่ายในลงก็ดี แต่นักเทษขันทีแลทนายเรือลง ซึ่งถอดความได้ว่า… กำหนดหน้าที่ให้นักเทษขันทีอยู่ในกลุ่มผู้อารักขาความปลอดภัย และรับใช้เจ้านายฝ่ายใน ขณะเมื่อพระเจ้าอยู่หัวเสด็จทางเรือ หรือทางน้ำ” …ดร.วินัย พงศ์ศรีเพียร เมธีวิจัยอาวุโส สกว. กล่าวไว้

…นี่ก็เป็นเกร็ดประวัติศาสตร์เกี่ยวกับ “ขันทีในไทย”ที่ยึดโยงอยู่กับ “ขันทีทั่วโลก” …กับเสี้ยวบางส่วนของกลุ่มคนที่กำลังเป็นที่สนใจของหลายคน ซึ่งมีที่มาจากกระแสละครอิงประวัติศาสตร์บางเรื่องที่ดูเหมือน เรื่องราวในประวัติศาสตร์ นั้น…เข้มข้นไม่แพ้ในละคร?!?!?.

ศิริโรจน์ ศิริแพทย์.

ที่มา เดลินิวส์