“กฤษฏา”ดีเดย์สางหนี้เกษตรกรชงเข้าครม.ใน30วัน

“กฤษฏา”ดีเดย์สางหนี้เกษตรกรชงเข้าครม.ใน30วัน

“กฤษฏา”ดีเดย์สางหนี้เกษตรกรภายใน30วัน จ่อแฮร์คัตตัดต้น50% หยุดดอกเบี้ย คาดเทงบก้อนแรกช่วยเกษตรกรมีหนี้เอ็นพีแอล-ยึดทรัพย์ 3.6 หมื่นราย

เมื่อวันที่ 29 พ.ค. นายกฤษฏา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงผลการประชุมคณะกรรมการเฉพาะกิจแก้ไขหนี้สินเกษตรกรสมาชิกกองทุนฟื้นฟูเพื่อพัฒนาเกษตรกร(กฟก.) ว่าได้รับมาดำเนินการแก้ไขในมูลหนี้ที่เกิดก่อนถึงวันที่ 30 ธ.ค.2560 พร้อมกับตั้งคณะทำงานรวบรวมรายละเอียดอย่างรอบด้านและดูข้อกฎหมายในการจัดการหนี้ให้กับเกษตรกรให้มีความชัดเจน ทั้งนี้อีก 30 วันจะเสนอแนวทางแก้ไขหนี้เกษตรกรเข้าครม

ด้านนายครรชิต สุขเสถียร ผอ.สำนักบริหารกองทุนเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรและรับเรื่องร้องเรียน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า รมว.เกษตรฯได้สั่งการให้ตั้งคณะทำงานขึ้นมาดูแก้ไขหนี้เกษตรกรกองทุนทั้งระบบ โดยย้ำไม่ให้เป็นภาระด้านงบประมาณและไม่กระทบวินัยการเงินการคลังของประเทศ ภายใน30 วันต้องสรุปแนวทางแก้ไขเป็นแพ็คใหญ่เข้าครม. สำหรับมูลหนี้แบ่งเป็น2 ส่วน เป็นหนี้ที่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน กับหนี้นอกเกณฑ์คือใช้บุคคลค้ำซึ่งเกษตรกรมีการกู้หนี้ไปใช้นอกภาคเกษตร และกลุ่มเกษตรกรที่ต้องช่วยเร่งด่วนกว่า7-8 พันคน ที่กำลังเข้าสู่ขั้นตอนทางกฎหมายเป็นหนี้เสีย โดยรมว.เกษตรฯ สั่งให้ทำหนังสือไปถึงสถาบันการเงินเจ้าหนี้ให้ชะลอการบังคับคดี หรือยึดทรัพย์ ออกไปอีก 1 เดือน

“เกษตรกรสมาชิกกองทุนฟื้นฟูฯขึ้นทะเบียนจนถึงปี 2560 จำนวนกว่า 4.6 แสนคน ขณะนี้มาแสดงตน 2.9 แสนคน อีก 2.3 แสนคน กำลังเปิดให้แสดงตนรอบสอง ในเบื้องต้นให้รัฐช่วยเหลือหนี้ชำระหนี้ 1.6 แสนคน โดยแยกออกมาเป็นหนี้เพื่อไปทำเกษตรกรรม 8.5 หมื่นคน อีกกว่า 7 หมื่นราย ไม่เข้าหลักเกณฑ์มีหนี้พ่วงนอกภาคเกษตร โดยบุคคลค้ำประกัน และมีการค้ำประกันต่อ โดยในส่วนเป็นหนี้เสีย กลุ่มเกษตรกรที่เป็นลูกหนี้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์(ธกส.)3.6 หมื่นราย หากปรับโครงสร้างหนี้ ลดต้น 50% และหยุดดอกเบี้ยไว้ เรียกว่า แฮร์คัต ตามสูตรเดิมของ ธกส. อาจต้องใช้วงเงินมากถึง 7-8 พันล้านบาท ซึ่ง รมว.เกษตรฯห่วงกระทบวินัยการเงินของประเทศ จึงให้กรอบ30 วัน มาดูเรื่องคุณสมบัติเกษตรกร รวมทั้งหารือกับสถาบันการเงิน ในเรื่องการตั้งสำรองหนี้สูญไว้ด้วย เพื่อวางกรอบแนวทางช่วยหนี้เอ็นพีแอลที่จะเข้าสู่ปรับโครงสร้างหนี้กลุ่มแรก” นายครรชิต กล่าว.

ที่มา เดลินิวส์