ร้องเพลงตั้งแต่สามขวบ! เปิดใจมิวสิค เซ็นเตอร์วง Sweat 16 กับเส้นทางสายไอดอล

ร้องเพลงตั้งแต่สามขวบ! เปิดใจมิวสิค เซ็นเตอร์วง Sweat 16 กับเส้นทางสายไอดอล

ต้องขอบอกเลยว่า ยุคนี้วงเกิร์ลกรุ๊ปไอดอลสไตล์ญี่ปุ่นกำลังมาแรงสุดๆ จนได้รับเสียงตอบรับอย่างถล่มทลายกันเลยทีเดียว ไม่เว้นแม้แต่วง Sweat 16 ที่มีความน่ารักมุ้งมิ้งกันแบบสุดๆ จนเหล่าโอตะที่ได้พบเห็นพากันหลงไปตามๆ กันเลยจ้า…

พูดมาซะขนาดนี้ ไทยรัฐออนไลน์ จะพลาดได้อย่างไร วันนี้เราจะพาทุกคนไปทำความรู้จักสาวน้อยพลังล้นเหลือ น่ารัก สดใส มิวสิค – จิดาภา จงสืบพันธ์ หรือที่ใครๆ ก็รู้จักเธอกันในนาม มิวสิค Sweat 16 เซ็นเตอร์ตัวเล็ก มากความสามารถ ที่เห็นตัวเล็กๆ แบบนี้ แต่ความสามารถไม่เล็กนะจ๊ะ ถ้าพร้อมแล้วเราไปทำความรู้จักกับสาวคนนี้กันเลย

Q : ชื่อมิวสิค มาจากไหน

คุณพ่อคุณแม่เขาก็จะเป็นสายศิลป์เหมือนกันค่ะ อย่างคุณแม่ก็จะเรียนวาดรูปอะไรอย่างนี้มา แล้วก็เป็นคนที่ชอบดนตรีด้วยค่ะ ก็เลยตั้งชื่อให้ว่ามิวสิค แต่ก็ไม่ได้คิดหรอกนะคะว่าจะต้องมาเป็นนักร้องอะไรอย่างนี้ ก็เลยตั้งมา แต่ตัวเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามันเป็นโชคชะตาหรือเปล่า แต่ว่ามันก็ชอบทางด้านนี้จริงๆ

Q : มิวสิคและความรักในดนตรี

ตอนนี้มิวเรียนอยู่ที่ สาธิต มศว ประสานมิตร เอก voice ค่ะส่วนตัวเป็นคนที่ชอบเรื่องดนตรีอยู่แล้วค่ะ แล้วก็เรียนร้องเพลงตั้งแต่เด็ก คุณพ่อคุณแม่ก็ให้การสนับสนุน เรียนแล้วก็ประกวด แข่งมาเรื่อยๆ แล้วพอรู้ว่าโรงเรียนนี้มีเอกดนตรีก็เข้าเลย

Q : เส้นทางสายไอดอล

ไม่แน่ใจเหมือนกันนะคะ มันเหมือนเป็นความโชคดีของเราตั้งแต่เด็กๆ เรารู้ตัวเองเลยว่ามันคือสิ่งที่เราชอบ คือทำแล้วมันมีความสุข ก็เลยเริ่มร้องเพลงตั้งแต่สามขวบ เพลงการ์ตูนบาร์บี้ แม่ก็เห็นเราชอบเต้นรำชอบร้องเพลงก็เลยส่งเราไปเรียน พอเราชอบทางนี้ก็เลยตั้งใจเรียน มันเป็นความฝันของเราแล้วเราก็เจอตัวเองก่อนคนอื่นด้วย ก็เลยเลือกมาทางนี้เลย

Q : ความฝันวัยเด็กของมิวสิค ?

หนูจำความได้ก็อยากเป็นนักร้องแล้วค่ะ ตอนนั้น 6 ขวบก็เริ่มประกวดแล้วค่ะ เรามีความรู้สึกว่าเราอยากอยู่บนเวที อยากฉายแววออกมา แล้วก็อยากจะมอบความสุขให้คนดูด้วย มันน่าจะเป็นทางด้านนี้ที่เหมาะกับตัวเราที่สุดแล้ว แต่ก็มีเคยคิดอยากเป็นครูสอนร้องเพลงค่ะ ซึ่งตอนนี้ก็สอนร้องเพลงอยู่

Q : อายุ 17 ทำไมถึงได้เป็นครูสอนร้องเพลง ?

ด้วยความที่มิวเรียนร้องเพลงมาตั้งแต่ห้าขวบ เรียนมา 10 ปีเราเลยได้รู้อะไรจากมันเยอะ แล้วมิวเป็นคนชอบแสวงหาชอบประกวดด้วย เราก็ได้เรียนรู้จากประสบการณ์ของตัวเองด้วย เราก็อยากที่จะบอกประสบการณ์ของเรา บอกความรู้ที่เราได้ให้กับคนอื่นด้วยค่ะ ก็เลยมาเป็นครู ตอนนั้นได้มีโอกาสรู้จักกับครูหรั่ง ออเคสตร้า เลยได้มีโอกาสไปสอนที่โรงเรียนครูหรั่งด้วยค่ะ ครูหรั่งก็เหมือนชวนๆ กันมา เขาก็เห็นว่ามิวมาทางสายร้อง แล้วมิวก็เหมือนบอกเขาว่าอยากเป็นครูด้วย เขาก็บอกว่ามาลองได้นะก็เลยมีโอกาสได้ไปเป็นครูค่ะ

มิวสอนเด็กตั้งแต่ 4 ขวบขึ้นไป ปกติจะอยู่ที่ 11-12 ขวบ แต่ก็จะมีบ้างที่โตกว่าประมาณ 18 แต่ก็จะน้อยหน่อย (การสอนเป็นอย่างไรบ้าง?) ก็เหนื่อยนะคะ แต่ที่จริงเราก็ไม่ได้เป็นครูทางการขนาดนั้น แต่ก็มีสอนตลอดทุกอาทิตย์ค่ะ ปกติจะสอนเสาร์-อาทิตย์ค่ะ แต่ตอนนี้เสาร์-อาทิตย์ก็มาทำงาน ไม่ก็ซ้อมเต้น ก็เลยจะเปลี่ยนไปสอนวันพฤหัสฯ กับศุกร์ค่ะ ก็จะมีนักเรียนประจำที่มาทุกพฤหัสฯ กับศุกร์ค่ะ

Q : ถ้าไม่ได้เป็นนักร้องแล้ว อาชีพต่อไปคืออะไร ?

ก็อยากจะเปิดโรงเรียนสอนร้องเพลงของตัวเองค่ะ ที่เกี่ยวกับดนตรีแล้วก็อาจจะมีการเต้นด้วย อยากจะสอนเด็กที่ไม่มีโอกาสได้มาเรียน เหมือนบางคนเขาไม่มีเงินไม่มีทุนแต่เขามีพรสวรรค์แล้วก็ขวนขวายที่จะหาความรู้แต่ไม่มีทุนพอ ก็อยากจะสอน อยากให้เขามีความสุขกับสิ่งที่ทำ และเป็นเยาวชนที่ดีต่อสังคม เพราะว่าเข้าใจค่ะว่าการเรียนร้องเพลงมันไม่ใช่เรื่องที่ใช้เงินแค่นิดเดียว เราโชคดีที่พ่อแม่เราสนับสนุนด้านนี้ค่ะ

Q : โตมากับครอบครัวแบบไหน ?

พ่อแม่ไม่ปล่อยค่ะ (หัวเราะ) ก็มีทั้งใจดีแล้วก็มีทั้งดุด้วย มิวอาจจะสนิทกับคุณแม่ แล้วก็คุยกันได้ทุกเรื่อง แต่เขาก็จะไม่ปล่อยให้ไปนู้นไปนี่ (เรื่องแฟนก็ไม่ปล่อย ?) ก็ไม่เชิงว่าไม่ปล่อยค่ะ แต่เขาก็พยายามเข้าใจเรานะ แต่มิวก็ไม่ได้มีแฟนอยู่แล้วก็เลยไม่อะไรค่ะ ก็จะมีแค่ขอไปเที่ยวกับเพื่อนนะ (ให้ไปไหม?) ก็จะให้ค่ะ แต่นานๆ ที

Q : มีพี่น้องไหม ?

มีน้องคนนึงค่ะ เป็นน้องสาว (น้องมาทางเดียวกันไหม ?) อันนี้ก็ยังดูไม่ออกเหมือนกันค่ะ เพราะว่าพอหนูมาสายนี้ พ่อแม่ก็เลยอยากให้น้องมาทางนี้ด้วย แต่ตัวน้องเองมีความใฝ่ฝันว่าอยากเป็นเชฟ เพราะน้องชอบทำอาหาร (อายุห่างกันเยอะไหม ?) 5-6 ปีค่ะ
ความสามารถในการเล่นดนตรี ?

เรียนแค่ร้องเพลงกับเต้นค่ะ เปียโนเคยเรียนแค่ตอนเด็กๆ เลย แล้วที่เหลือก็มาแกะเองแล้วก็ฝึกเองค่ะ ส่วนกีตาร์ไม่เคยเรียนค่ะ ฝึกเองค่ะ แต่เพิ่งมาหัดเรียนกีตาร์ไฟฟ้าทีหลัง แต่ก่อนเล่นแค่กีตาร์โปร่ง ก็ฝึกเองค่ะดูตามยูทูบบ้าง ที่เขามีสอนเราก็พยายามที่จะเล่น เพราะว่าการร้องเพลงบางทีเราก็อยากร้องเพลงกับดนตรี แต่บางทีคีย์มันหาไม่ได้ ไม่ตรงกับที่ชอบ แต่ถ้าเราเล่นดนตรีเป็น มันก็จะเป็นแบบที่เราต้องการได้

Q : คิดไว้ไหม จบมัธยมอยากเรียนอะไรต่อ ?

คิดไว้แล้วค่ะ (หัวเราะ) มันเป็นความใฝ่ฝันตั้งแต่เด็กแล้วด้วย แล้วก็รู้สึกว่าพอมาทางนี้แล้วก็อยากจะไปทางนี้ให้สุดๆ เลย ก็เลยกะว่าจะเรียน Voice สาขาสมัยนิยมที่มหิดลค่ะ (คิดว่ามาทางนี้โดยตรงแล้วจะทำมาหากินทางอื่นไม่ได้ ?) หนูก็เคยคิดอย่างนั้น แต่ตอน ม.1 หนูคิดไว้แล้วว่าหนูจะเรียนมหิดล แต่พอมา ม.4 เริ่มรู้ว่าถ้าเรามาทางสายนี้แล้ววันนึงเราแก่แล้วเราจะทำอะไร ก็เลยกะว่าจะเรียน Voice เสร็จจะหันไปทำธุรกิจต่างๆ ด้วยในอนาคตนะคะ ยังไม่แน่ใจ แต่ตอนนี้อยากทำสิ่งที่ตัวเองสบายใจ มีความสุข แล้วก็ส่งเสริมตัวเองมากกว่า เพราะมิวคิดว่ามิวก็อยากเป็นนักร้องอยู่ดี (หัวเราะ) ยังไงก็ไม่มีใครมาเปลี่ยนความฝันนี้ได้ค่ะ

Q : กว่าจะมาเป็น Sweat 16 ?

จริงๆ ไม่รู้ค่ะว่ามีออดิชั่นอันนี้ แต่รู้จักกับซอนญ่าก่อนหน้านี้ ก็เลยชวนเข้ามาสมัครเฉยๆ ตอนแรกก็ไม่ได้กะว่าจะเป็นไอดอล กำลังงงอยู่ว่าจะไปทำอะไร ตอนแรกเขาก็เรียกมาเยอะมาก 22 คน เราก็เฮ้ย 22 คน ทำอะไรเนี่ย แต่พอวันประกาศเขาก็ให้ดูคลิปว่ามันจะไปทางแนวนี้นะ เราก็โอเค แล้วด้วยความที่มันมีโอกาสเข้ามาแล้ว เราจะไม่คว้ามันเราจะปล่อยให้มันหลุดมือ แล้วเราก็ไม่รู้ว่าจะมีโอกาสดีๆ เข้ามาอีกเมื่อไหร่ เลยลองสักตั้งนึงแล้วกัน มีอาจารย์จากญี่ปุ่นมาสอนมันก็เหมือนเราได้เปิดอีกโลกนึงเลยค่ะ เขาก็มีวิธีของเขาซึ่งแตกต่างจากที่เราเคยเรียนเลยค่ะ

Q : คิดว่าทำไมเขาถึงเลือกเรา ?

อันนี้หนูไม่รู้เลยค่ะ (หัวเราะ) อาจจะเป็นด้วยความที่มิวทั้งร้องทั้งเต้นตั้งแต่เด็ก แต่ว่าเด่นที่สุดน่าจะเรื่องร้องมั้งคะ เขาจะชมว่าร้องเก่ง ร้องดี ด้านเต้นก็อยู่ในระดับที่ไม่ได้แย่ ยังโอเคอยู่ ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมเขาถึงเลือกมาก แต่เชื่อว่าเขาคงเห็นอะไรในตัวแต่ละคนด้วยค่ะ ก็เลยเลือกมา
Q : ในวงมีทะเลาะกันบ้างไหม ?

ไม่น่ามีนะคะ ไม่หรอกค่ะ เหมือนกับว่าเราคุยกันแล้วเข้าใจกันมากกว่า งอนๆ อาจจะมีแต่ส่วนเล็กๆ มากกว่า แต่ถ้าทะเลาะกันเรื่องจุกจิก หรืออิจฉาเรื่องคนนู้นคนนี้ หรือแบบนินทา ไม่เคยมีค่ะ

Q : ตำแหน่งในวง ?

เป็นเซ็นเตอร์เพลง วิ่ง แล้วก็เป็นเซ็นเตอร์วงด้วยค่ะ (ทำไมถึงได้เป็น ?) ทางญี่ปุ่นเขาเลือกมาเลยค่ะ ตอนแรกก็ไม่ได้คิดว่าได้เป็น คิดว่าเป็นพี่แอ้น พี่ม่านมุก ด้วยความที่เขาก็น่ารัก เต้นเก่ง เต้นได้ร้องได้ มีความเป็นไอดอลสูง แต่พอประกาศ 4 คนสุดท้าย ในนั้นไม่มีพี่แอนท์กับพี่มุก เราก็แบบใครวะ เดาไม่ออก (ตอนนั้นรู้สึกยังไง ?) ตอนนั้นก็ตื่นเต้นค่ะ ร้องไห้ (หัวเราะ) ดีใจค่ะ ด้วยความที่เราซ้อมกันมาหนักมากค่ะ เรียนๆ ซ้อมๆ วนอย่างนี้ทุกอาทิตย์ไปเรื่อยๆ วนอยู่อย่างนั้นตั้งแต่เช้ายันเย็น ยันดึก ตั้งแต่ เก้าโมงถึงสองทุ่ม บางทีก็สามทุ่มสี่ทุ่ม ทุกเสาร์-อาทิตย์ แล้วก็จะมีซ้อมทุกวันพุธช่วง หกโมงถึงสามทุ่ม ด้วยความที่ซ้อมมายาวนานแล้วเราไม่รู้ว่าจะได้เดบิวต์เมื่อไหร่ มีชื่อวงเมื่อไหร่ มีตำแหน่งเมื่อไหร่ พอได้รู้ว่าตัวเองเป็นเซ็นเตอร์วันนั้นเราก็ดีใจมาก ร้องไห้ แล้วก็ขอบคุณค่ะๆ

Q : แบ่งเวลาเรียนกับทำงานอย่างไร ?

ช่วงนี้ก็จะหนักหน่อยค่ะ จะเข้ามหา’ลัยแล้วด้วย อย่างช่วงปิดเทอมก็จะไม่มีปัญหาอะไร มันก็จะมีแค่สอนกับเวลานี้ แต่พอเปิดเทอม ด้วยความที่โรงเรียนมิวค่อนข้างไกลด้วยเนอะ (หัวเราะ) ตอนเช้าก็ตื่นไปเรียน เรียนเสร็จประมาณบ่ายสามครึ่ง จันทร์อังคารก็จะเป็นวันว่างทำการบ้านแล้วก็ซ้อมของตัวเอง วันพุธบางทีก็เอาการบ้านมาทำที่ออฟฟิศแล้วก็ซ้อมต่อ พฤหัสฯเรียนเสร็จก็สอนต่อ ศุกร์ก็สอนต่อ ก็วนๆ ค่ะ (ผลการเรียนเป็นอย่างไร ?) ก็ขึ้นๆ ลงๆ ค่ะ อยู่ที่ประมาณ 3.10 ด้วยความที่มันเป็นเอกดนตรีด้วยค่ะ เราเลยถนัด ที่จริงสาธิต มศว ที่บอกว่าเข้าง่าย เอกดนตรีเรียนง่าย ไม่ใช่นะคะ คิดผิดค่ะ เอกดนตรีก็อาจจะเรียนไปในทางดนตรี ก็จะเรียนทฤษฎีด้วย เรียนเปียโนด้วย แต่ว่าก็จะเรียนเลข เรียนวิทย์ปกติค่ะ แค่เพิ่มวิชาดนตรีมากกว่าอย่างอื่น เหมือนว่าเขาพยายามส่งเสริมให้ในสิ่งที่ชอบ แต่ก็ยังไม่ทิ้งการเรียน

Q : รู้สึกอย่างไรกับการเปรียบเทียบกับอีกวงหนึ่ง ?

เอาจริงๆ เราก็ต้องยอมรับในจุดๆ นี้ค่ะ มันเป็นอย่างนี้ก็ต้องให้มันเป็นไปค่ะ เราจะทำอะไรมากก็ไม่ได้ แต่เราไม่เอามากดดันตัวเอง แล้วก็ไม่ได้อยากอคติกับเขาด้วยค่ะ อยากมองว่าเขาเป็นเพื่อนร่วมงาน ถ้าเกิดเรามองแง่ลบก็เหมือนเรากดดันตัวเอง ทำให้เรารู้สึกไม่ดีไปด้วย เราก็เลยรู้สึกว่าเราควรมองในแง่บวกมากกว่า มองในสิ่งที่มันดีไปก่อนค่ะ ถึงตอนนี้อาจจะไม่ได้อะไรมากมาย อนาคตถ้าเราตั้งใจจริงๆ มันก็มีทางที่จะดีขึ้นได้ (ตอนนี้ก็เริ่มมาแล้ว ?) ค่ะก็มีกระแสเพิ่มขึ้นแล้วค่ะ

Q : ไอดอลของมิวสิค ?

ชอบวงเคลียร์ค่ะ ชอบพี่แพท คือตอนแรกไม่ได้จะมาทางสายญี่ปุ่นหรือไปเกาหลี จุดเริ่มต้นความฝันแค่อยากเป็นนักร้องที่ไทย ไม่ได้คิดว่าจะมาทางไอดอล ตอนนั้นก็ด้วยความที่ชอบพี่แพท แล้วก็พี่ดา เอ็นโดรฟิน (คือมาสายร็อก ?) ใช่ค่ะ ไม่ได้มาสายนี้เลยค่ะ แต่ก่อนจะชอบเพลงหนักๆ ค่ะ ที่มีพี่สองคนเป็นไอดอลเพราะพี่สองคนเขาตัวเล็กแต่เขาสามารถสะกดคนดูได้ สามารถทำให้คนชอบเขาได้ แค่ฟังเสียงคนก็ชอบเขาแล้ว

Q : คาดหวังอะไรในอนาคตของวง ?

ก็ตอนนี้ก็อยากให้ Sweat 16 เป็นที่รู้จักค่ะ แล้วก็อยากให้คนที่ไม่ยอมรับในวงของเราเขายอมรับเรา เข้าใจในความเป็นวงของเรา แล้วก็อยากให้วงดังๆ เหมือนทั่วเอเชีย (หัวเราะ) อาจจะไม่ใช่แค่ในประเทศหรืออาจะประเทศเพื่อนบ้านค่ะ อยากให้เป็นที่รู้จัก

Q : เห็นว่าเคยประกวดนางแบบด้วย ?

ใช่ค่ะ ตอน 12 ปีค่ะ แต่ว่าหนูไม่ได้มาแนวเดินแบบเพราะหนูเตี้ย (หัวเราะ) ตอนนั้นก็ไม่คิดว่าจะได้เหมือนกัน (เคยแสดงด้วย ?) ใช่ค่ะ เคยแสดงละครเวทีด้วย เรื่อง แผ่นดินเดอะมิวสิเคิล เป็นคนที่ชอบแสดงละครด้วย คือจะมาทางสายนี้เลยค่ะ

Q : อยู่กับเพื่อนนิสัยยังไง ?

มิวจะไม่ค่อยเป็นคนคิดเล็กคิดน้อยค่ะ ไม่ค่อยดราม่า ส่วนใหญ่จะให้กำลังใจเขามากกว่า มีอะไรก็จะใจเย็นๆ ค่อยๆ พูดกัน จะไม่ค่อยเพ้อ ร่าเริงแต่ว่าก็จะมีบางที บางความคิดที่นอยด์บ้าง เฟลตัวเอง แบบอะไรที่เราทำไม่เต็มที่เราก็จะคิดว่า ทำไมถึงทำไม่ดี ทำไมไม่ทำให้มันดีกว่านี้ แต่ถึงจุดๆ หนึ่งเราจะมีความคิดว่าเราจะลุกขึ้นยืนแล้วเราจะเดินต่อไปข้างหน้า เริ่มต้นใหม่ค่ะ

Q : โตมา 17 ปี ปัญหาอะไรที่ยากจนรู้สึกว่าไม่ไหวแล้ว มีมั้ย ?

ยังไม่เคยเจอค่ะ ยากที่สุดสำหรับหนูคือ เถียงแม่ไม่เคยได้ (หัวเราะ) หนูพูดตอนแม่โกรธนี่ โดนฆ่าแน่นอน
Q : ฝากถึงน้องๆ เพื่อนๆ อีกหลายคนที่มีฝันแบบเรา

แต่ก่อนหนูก็เคยโดนกดดันมาเหมือนกันนะคะ แบบอาชีพเต้นกินรำกินจะไปทำอะไรได้ จากญาติ เราก็โดนกดดัน โดนดูถูก มาทำอาชีพนี้จะไปรอดหรอ อาชีพแบบนี้ได้เงินเท่าไร จะเลี้ยงตัวเองรอดเหรอ มันรู้สึกแย่มากค่ะ มันเข้าใจคนที่เขาโดนพูดแบบนี้แต่ว่ายังไม่อยากให้ทิ้งความพยายาม ทิ้งความฝันของเรา ถ้ามันเป็นสิ่งที่เราชอบจริงๆ แล้วเราตั้งใจที่จะทำมันจริงๆ ยังไงก็ทำได้ค่ะ

สำหรับคนที่ไม่มีทุนกำลังทรัพย์ไปเรียน นู้นนี่ ก็พยายามด้วยตัวเองก่อน ฝึกด้วยตัวเอง เรื่องพ่อแม่ก็สามารถทำให้เขายอมรับได้ พยายามไปเรื่อยๆ หนูว่าวันนึงเขาก็ต้องเห็นใจเรา อยากจะฝากให้ทุกๆ คนสู้ต่อไปนะคะ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็อย่าเพิ่งท้อ สมมติว่าวันนึงที่เราเกิดท้อขึ้นมาจริงๆ เราท้อได้เราร้องไห้ได้ แต่พอร้องไห้เสร็จก็คือจบ แล้วก็ลุกขึ้นมาแล้วเดินต่อไปค่ะ

ที่มา ไทยรัฐ