ปฏิรูปวงการสงฆ์ จัดระเบียบ ‘พระเครื่อง’ สู่ ‘เงินทอนวัด’

ปฏิรูปวงการสงฆ์ จัดระเบียบ ‘พระเครื่อง’ สู่ ‘เงินทอนวัด’

ห้วง 11 เดือนที่ผ่านมานับแต่เดือนมิถุนายน 2560-พฤษภาคม 2561 วงการผ้าเหลืองร้อนฉ่า เริ่มจากเจ้าคณะปกครองทั่วประเทศ ประกอบด้วย เจ้าคณะกรุงเทพมหานคร เจ้าคณะใหญ่หนตะวันออก เจ้าคณะใหญ่คณะธรรมยุต (ปฏิบัติหน้าที่แทน) เจ้าคณะใหญ่หนกลาง เจ้าคณะใหญ่หนเหนือ และเจ้าคณะใหญ่หนใต้ ออกคำสั่งให้พระภิกษุสามเณรประพฤติปฏิบัติตามพระธรรมวินัยและกฎหมายคณะสงฆ์อย่างเคร่งครัด พร้อมสั่งให้พระสังฆาธิการลงโทษพระภิกษุสามเณรที่ประพฤติอาจารไม่เหมาะสม

แม้ครั้งนั้นไม่ชัดเจนถึงที่มาที่ไปของคำสั่ง แต่นำมาสู่การจัดระเบียบพระเครื่อง กระทั่งมีกระแสข่าวว่า พระพรหมมังคลาจารย์ (ธงชัย ธมฺมธโช) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร ประกาศยกเลิกการทำเครื่องรางของขลัง และเจ้าคณะบางแห่งถึงกับสั่งห้ามวัดเรี่ยไรบุญ พุ่มกฐิน ผ้าป่า ตลอดจนติดตั้งพระพุทธรูป พระประจำวัน ในบริเวณเรือพนมพระในงานประเพณีบางงาน บางแห่งสั่งปลดป้ายพิธีพุทธาภิเษก (ปลุกเสก)

และบางแห่งถึงขั้นห้ามพระสามเณรเล่นโซเชียลมีเดีย ยิ่งกว่านั้นหลังจากที่มีข่าวว่าวัดดังทางภาคอีสานแห่งหนึ่งถูกทหารเรือเข้าไปถ่ายรูปพระเครื่องในเจดีย์ในข้อหาท้าทายคำสั่ง ก็ยิ่งส่งผลให้วัดบางแห่งถึงขั้นสั่งเก็บพระเครื่องภายในวัดทั้งหมดเพื่อป้องกันปัญหา

“เนื่องด้วยปัจจุบันมีกลุ่มบุคคลใช้ความเชื่อทางศาสนามาแสวงหาผลประโยชน์ได้ทำการโฆษณาสรรพคุณพระบูชาและวัตถุมงคลโดยอ้างแหล่งที่มาของวัสดุที่นำมาสร้างพระบูชาวัตถุมงคล และเทวรูปต่างๆ ตลอดถึงอ้างอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ โดยไม่คำนึงถึงหลักธรรมคำสอนที่แท้จริงของพระพุทธศาสนา ทำให้ประชาชนเกิดความหลงผิด จึงขอให้เจ้าคณะเขตทุกเขต ได้สอดส่องดูแลการโฆษณาการจัดสร้างพระบูชา วัตถุมงคล และเทวรูปทางสื่อต่างๆ อย่างใกล้ชิด เพื่อให้มีการเผยแผ่พุทธธรรมอย่างถูกต้อง และเนื่องจากพระอุโบสถหรืออุโบสถ เป็นสถานที่ที่พระภิกษุสงฆ์ใช้ทำสังฆกรรมตามพระวินัย จึงขอให้เจ้าคณะเขตทุกเขต ได้แจ้งให้วัดทุกวัดในเขตปกครอง ไม่ควรจำหน่ายพระบูชา วัตถุมงคล และเทวรูปต่างๆ ภายในและบริเวณพระอุโบสถหรืออุโบสถ”

คือคำสั่งของเจ้าคณะปกครองแห่งหนึ่ง ที่ออกคำสั่งเมื่อวันที่ 26 กันยายน 2560

ย้อนกลับไปก่อนที่เจ้าคณะปกครองจะออกคำสั่งจัดระเบียบพระภิกษุสามเณรตลอดจนพระเครื่อง ก่อนนั้นไม่ถึงสัปดาห์มีการจับสึก พระมหาอภิชาติ ปุณฺณจนฺโท (นายอภิชาติ พรมจันทร์) พระวัดเบญจมบพิตร เนื่องจากแสดงความคิดเห็นที่กระทบกระเทือนต่อความมั่นคงด้านศาสนา หลังสึก นายอภิชาติได้โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กเปิดใจว่า ยอมรับผิดอย่างไม่มีข้อโต้แย้ง และขอโทษสถาบันสงฆ์ที่ประพฤติปฏิบัติไม่เหมาะสมต่อสมณสารูปบรรพชิต

ถัดจากนั้นสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) เดินหน้าตรวจสอบปมเงินทอนวัด นำมาสู่การหอบหลักฐานไปมอบให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ดำเนินคดี

ล็อตแรกเมื่อเดือนมิถุนายน 2560 เป็นการทุจริตงบอุดหนุนบูรณปฏิสังขรณ์วัดและพัฒนาวัด 12 วัด ตั้งแต่ปี 2555-2559 ความเสียหายประมาณ 60 ล้านบาท มีผู้ต้องหา 10 ราย

ตามด้วยล็อตที่ 2 ตำรวจกองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (ปปป.) นำกำลังตรวจค้นบ้านผู้ต้องสงสัยเกี่ยวข้องกับการทุจริตเงินทอนวัดล็อตที่ 2 รวม 14 จุด ใน 7 จังหวัด ประกอบด้วย กรุงเทพฯ นนทบุรี ขอนแก่น ระนอง สิงห์บุรี นครปฐม และสมุทรสาคร เพื่อหาหลักฐานเชื่อมโยงกระบวนการทุจริตเงินทอนวัด พบว่าเป็นการทุจริตงบประมาณเงินอุดหนุน 3 ประเภท คือ

1.อุดหนุนบูรณปฏิสังขรณ์วัดและพัฒนาวัด 2.อุดหนุนส่งเสริมการเผยแผ่พระพุทธศาสนา และ 3.อุดหนุนการศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา แผนกธรรม แผนกบาลี จำนวน 23 วัด ตั้งแต่ปี 2555-2560 ความเสียหายประมาณ 140 ล้านบาท จนมีหลักฐานความผิดถึงตัวผู้ต้องหาจำนวน 19 ราย แบ่งเป็น ข้าราชการ พศ. 13 ราย พระผู้ใหญ่ 4 รูป และประชาชน 2 ราย ทำสำนวนส่ง ป.ป.ช.เมื่อปลายเดือนกันยายน 2560 กระทั่งนำมาสู่การนำหมายศาลมาค้น 3 วัดดังกล่าวเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2561

ซึ่งปรากฏว่า มีพระเถระและพระผู้ใหญ่ 5 รูปถูกจับกุม ประกอบด้วย

1.พระพรหมดิลก (เอื้อน หาสธมฺโม) เจ้าอาวาสวัดสามพระยา กรรมการมหาเถรสมาคม (มส.) และเจ้าคณะกรุงเทพมหานคร

2.พระศรีคุณาภรณ์ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศ

3.พระครูสิริวิหารการสมจิตร จันทร์ศรี ผู้ช่วยเจ้าอาวาส วัดสระเกศ

4.พระวิจิตรธรรมาภรณ์ หรือ เจ้าคุณเทอด ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศ

5.พระอรรถกิจโสภณ เลขาฯเจ้าคณะกรุงเทพฯ วัดสามพระยา

สำหรับ พระพรหมสิทธิ (ธงชัย สุขญาโณ) เจ้าอาวาสวัดสระเกศ กรรมการ มส. เจ้าคณะภาค 10 และ พระพรหมเมธี (จำนงค์ ธัมมจารี) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศ์ กรรมการ มส. เจ้าคณะภาค 4-5-6-7 (ธรรมยุต) หนีการจับกุม

และบางรูปพบว่าพัวพันสีกาและมีเงินในบัญชี 130 ล้านบาท!!

นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม “พระพุทธะอิสระ” หรือ นายสุวิทย์ ทองประเสริฐ วัดอ้อน้อย จ.นครปฐม ถูกจับกุมตามหมายจับคดีกรรโชกทรัพย์ โดยพระพุทธะอิสระ ถูกตั้งข้อหาคดีอั้งยี่ซ่องโจรที่การ์ด กปปส. ร่วมทำร้ายร่างกายตำรวจสันติบาล 2 นาย คดีปลอมพระปรมาภิไธย และใช้พระปรมาภิไธยที่มีการปลอมขึ้นลงองค์พระเครื่องนาคปรกอุดปรอท

พระเถระและพระชื่อดังทั้ง 6 รูป ถูกจับสึกเนื่องจากศาลมีคำสั่งไม่ปล่อยตัวชั่วคราว พระพรหมดิลก พระพรหมสิทธิ และพระพรหมเมธี ถูกปลดจากกรรมการ มส.และพระพรหมดิลกพ้นจากเจ้าคณะกรุงเทพมหานคร

และล่าสุดเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา ประกาศถอดสมณศักดิ์ พระเถระและพระผู้ใหญ่ 7 รูป ซึ่งรวมถึงพระพรหมดิลก พระพรหมสิทธิและพระพรหมเมธี ด้วย โดยมีรายละเอียดดังนี้

”สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร มีพระราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า ด้วยปรากฏว่ามีกรณีพระภิกษุถูกกล่าวหาว่า กระทําการทุจริตและถูกดําเนินคดีอาญา ในความผิดฐานสนับสนุนเจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์และปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริต อาศัยอํานาจตามประมวลกฎหมายอาญา และความผิดฐานร่วมกันฟอกเงิน ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ตามความในมาตรา 5 ตรี แห่ง พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 แก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.คณะสงฆ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2535 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ถอดถอน
สมณศักดิ์ จํานวน 7 รูป ดังนี้

1.พระพรหมสิทธิ (ธงชัย สุขโข) วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร

2.พระพรหมเมธี (จํานงค์ เอี่ยมอินทรา) วัดสัมพันธวงศาราม

3.พระพรหมดิลก (เอื้อน กลิ่นสาลี) วัดสามพระยา

4.พระราชอุปเสณาภรณ์ (สมณศักดิ์เดิมคือ พระเมธีสุทธิกร) (สังคม สังฆะพัฒน์) วัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร

5.พระราชกิจจาภรณ์ (สมณศักดิ์เดิมคือ พระวิจิตรธรรมาภรณ์) (เทอด วงศ์ชะอุ่ม) วัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร

6.พระอรรถกิจโสภณ (สมทรง อรรถกฤษณ์) วัดสามพระยา

7.พระศรีคุณาภรณ์ (บุญทวี คํามา) วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร

ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ยกเว้นลําดับที่ 3 5 6 และ 7 ตั้งแต่วันที่ 24 พฤษภาคม 2561 ซึ่งเป็นวันที่ถูกจับกุมและสละสมณเพศ”

นอกจากนี้ ตำรวจกองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (ปปป.) กำลังลงพื้นที่ตรวจสอบการทุจริตงบประมาณ พศ. ล็อตที่ 4 ช่วง พ.ศ.2554-2559 โดยมีเป้าหมาย 60 วัดทั่วประเทศ และเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคมที่ผ่านมา มีข่าวว่าได้ตรวจสอบไปแล้ว 40 วัด พบเข้าข่ายทุจริต 26 วัด แบ่งเป็น โซนภาคเหนือ เข้าข่ายทุจริต 3 วัด โซนภาคใต้ เข้าข่ายทุจริต 4 วัด โซนภาคกลาง เข้าข่ายทุจริต 16 วัด โซนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เข้าข่ายทุจริต 1 วัด และโซนภาคตะวันออก เข้าข่ายทุจริต 2 วัด ความเสียหายประมาณ 100 ล้านบาท

ชัดเจนว่าขณะนี้มีความพยายามปฏิรูปวงการสงฆ์ เพื่อหวังกอบกู้วิกฤตศรัทธาในพระพุทธศาสนากลับคืนมา!!

ที่มา มติชน