วิธีพิสูจน์ภาพเขียนชื่อดัง “จริง-ปลอม”ย้อมแมวขาย

วิธีพิสูจน์ภาพเขียนชื่อดัง “จริง-ปลอม”ย้อมแมวขาย

แฉขบวนการปลอมภาพของศิลปินระดับโลก นิยมซื้อรูปของศิลปินร่วมยุคแต่ไร้ชื่อเสียง จากนั้นมาลอกทิ้งด้วย เมทิลีนคลอไรด์ แล้ววาดขึ้นใหม่เลียนแบบ เหมือนของจริงจนแยกไม่ออก

ชื่อของ “อุ๊ หฤทัย ม่วงบุญศรี” กำลังเป็นที่สนใจเมื่อปรากฏข่าวเป็นผู้ครองครอบภาพเขียนสีน้ำมันซึ่งเชื่อว่าเป็นของ “วินเซนต์ แวน โก๊ะ” (Vincent Van Gogh) เนื่องจากตรวจสอบความเก่าแก่จนทราบว่าเป็นภาพจาก คริสต์ศตวรรษที่ 19 อยู่ในยุคเดียวกับภาพของศิลปินชื่อก้องโลก จึงเตรียมส่งให้ “แวนโก๊ะ มิวเซียม” ตรวจสอบยืนยันอีกครั้ง หากเป็นของจริงก็จะมีมูลค่าไม่น้อยกว่า 3,200 ล้านบาท

แต่นี่..!! ไม่ใช่ครั้งแรกที่ต้องท้าพิสูจน์ เพราะก่อนหน้านี้เคยเกิดข้อถกเถียงมาครั้งหนึ่งแล้ว กรณีภาพของ ราชนิกูลในราชวงศ์สฟอรซา แห่งนครรัฐมิลาน อิตาลี และมีตัวตนอยู่จริงในยุคเรเนซองส์ วาดโดยปรมาจารย์ “เลโอนาโด ดาร์วินชี” ซึ่งสูญหายไปหลายร้อยปี จนกระทั่งปรากฏขึ้นอยู่ในตลาดประมูลที่กรุงปารีส
ภาพเขียนปริศนาชิ้นนี้ซื้อจากแกลลอรี่ในนิวยอร์กด้วยราคา 2.2 หมื่นเหรียญ หากพิสูจน์ได้ว่าเป็นภาพเขียนของ “เลโอนาร์โด ดาวินชี” จริงก็จะมีราคาไม่น้อยกว่า 80 ล้านเหรียญ หรือประมาณ 2,500 ล้านบาท ฉะนั้นต้องพิสูจน์กันจนสะเด็ดน้ำหรือไร้ข้อสงสัยใน 3 ด้านคือ

1. ด้านศิลปะ จะพิจารณาจากเครื่องแต่งกาย เครื่องประดับ ทรงผม เฟอร์นิเจอร์ หรือสิ่งก่อสร้างอื่น ๆ ในภาพตรงกับยุคที่ศิลปินมีชีวิตอยู่หรือไม่ จากนั้นจะส่องดู ลายเส้น การลงสี ลายเซ็น หรือแม้กระทั่งทิศทางของแปรงซึ่งต้องตรงกับข้อเท็จจริงที่ว่า ศิลปินถนัดมือซ้ายหรือมือขวา รวมถึงลีลาการลงสีเพราะศิลปินบางคนนิยมใช้นิ้วมือปัดสีร่วมกับการใช้แปรงจนเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่น แต่สิ่งเหล่านี้ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่า เป็นภาพวาดของศิลปินชื่อก้องโลกจริง ๆ เพราะการปลอมแปลงลายเส้น การลงสี ลายเซ็นหรือลีลาการวาดภาพนั้น สามารถทำได้เหมือนจนแยกไม่ออก

2. ด้านประวัติศาสตร์ จะค้นข้อมูลย้อนหลังเพื่อดูที่มาของภาพ สอดคล้องกับเรื่องราวในอดีตหรือไม่ นอกจากนี้ยังใช้วิธีตรวจสอบอายุของวัสดุที่ใช้วาดด้วยคาร์บอน 14 ไม่ว่าจะเป็นแผ่นผ้า หรือผืนหนังสัตว์ หากอยู่ในยุคใกล้เคียงกับช่วงที่ศิลปินมีชีวิตอยู่ก็พอจะเชื่อได้ในระดับหนึ่ง แต่วิธีนี้อาจถูกแหกตาเนื่องจากผู้ปลอมแปลงจะไปซื้อภาพวาดราคาถูก ๆ ซึ่งเขียนโดยศิลปินที่ไร้ชื่อเสียงแต่อยู่ในยุคเดียวกับศิลปินชื่อก้องโลก จากนั้นจะเอา เมทิลีนคลอไรด์ มาทาภาพจนชุ่มแล้วลอกสีเดิมออกทั้งหมดจนเหลือแผ่นผ้าหรือแผ่นหนังที่ว่างเปล่า เมื่อเสร็จแล้วผู้ปลอมแปลงจะวาดภาพเลียนแบบงานเขียนของศิลปินชื่อก้องโลก โดยเก็บรายละเอียดทุกอย่างจนเหมือนอย่างไม่มีที่ติ เมื่อมีผู้ต้องการซื้อก็จะนำไปพิสูจน์ด้วยวิธีทดสอบอายุของแผ่นผ้าหรือผืนหนังสัตว์ แน่นอน..!! ผลลัพธ์ที่ได้ จะเป็นภาพวาดที่มีอายุอยู่ในยุคเดียวกับช่วงที่ศิลปินชื่อก้องโลกมีชีวิตอยู่ ทำให้เชื่อได้ว่า เป็น “ของจริง” ทั้ง ๆ ที่เป็น “ของปลอม”

3. ด้านวิทยาศาสตร์ จะใช้เทคนิคพิเศษพิสูจน์ เช่นถ่ายภาพด้วยกล้องอินฟาเรดที่มีความละเอียดสูง 240 ล้านพิกเซล สามารถแยกแยะได้ทีละชั้น ลึกไปจนถึงใต้ผิวของภาพเขียนซึ่งส่วนใหญ่เป็นเส้นร่างก่อนลงสีจริง วิธีนี้เคยใช้ตรวจภาพ “โมนาลิซ่า” มาแล้ว จะทำให้มองเห็นรายละเอียดที่ซ่อนอยู่ใต้ผิวด้านบนซึ่งตาเปล่ามองไม่เห็น พร้อมกันนี้จะนำภาพไปคำนวณความหนาแน่น เพื่อหาส่วนผสมของสี หากเป็นภาพลอกสีและเขียนใหม่ จะทราบได้ทันทีว่ามีการปลอมแปลง
ส่วนพื้นภาพที่ทำมาจากผืนหนังสัตว์จะเริ่มพิจารณาว่ามาจากสัตว์ประเภทไหน แกะ แพะ หรือลูกวัว ซึ่งมีลักษณะพื้นผิวแตกต่าง รวมถึงเทคนิคการยึดติดเม็ดสี โดยมีการลงยางไม้กับไข่ขาวรองพื้น เมื่อพิสูจน์ทราบข้อเท็จจริงแล้วก็จะนำไปเทียบภาพอื่น ๆ ของศิลปินที่ผ่านการพิสูจน์แล้วว่า ใช้วัสดุสอดคล้องกันหรือไม่

ภาพต้นไม้ของ วินเซนต์ แวนโก๊ะ ของ “อุ๊ หฤทัย ม่วงบุญศรี” รอการพิสูจน์และท้าทายคำเปรียบเปรย “มีหรือ..??ไม้พายจะลอยห่างจากเรือจนมาถึงมือเรา”

ขอบคุณภาพบางส่วน : @auharuthai, @วิกิพีเดีย

ที่มา เดลินิวส์