พณ.ปลื้มไตรมาสแรกผู้ส่งออกใช้สิทธิเอฟทีเอไทย-ชิลีเต็มร้อย

พณ.ปลื้มไตรมาสแรกผู้ส่งออกใช้สิทธิเอฟทีเอไทย-ชิลีเต็มร้อย

*********
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สถิติการค้าระหว่างไทยกับชิลี พบว่า มีการขยายตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ตั้งแต่ความตกลงการค้าเสรี ไทย-ชิลีมีผลใช้บังคับตั้งแต่ปลายปี 2558 โดยไตรมาสแรกปี 2561 การค้า2ฝ่ายมีมูลค่ารวม 357 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น16.9%เทียบช่วงเดียวกัน แบ่งเป็นการส่งออก 238.1 ล้านเหรียญสหรัฐ และนำเข้า 118.9 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งในมูลค่าการส่งออกไปชิลี นั้น มีการใช้สิทธิส่งออกภายใต้เอฟทีเอไทย-ชิลี สูงถึง 235.6 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือเต็มจำนวนรายการสินค้าที่ได้รับสิทธิ ถือว่าใช้สิทธประโยชน์สูงสุดเมื่อเทยบกับเอฟทีเออื่นๆของไทย ขณะที่นำเข้าโดยใช้สิทธิ 10 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็น 8.4% ของมูลค่าการนำเข้ารวม

ปัจจุบัน ชิลีและไทย ลดภาษีระหว่างกันเหลือ 0%แล้วประมาณ 90% ของรายการสินค้าทั้งหมด เช่น ยานยนต์ ปลากระป๋อง โพลิเมอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ผลิตภัณฑ์วัสดุก่อสร้าง เม็ดพลาสติก ผลิตภัณฑ์จากยาง และอัญมณี เป็นต้น ซึ่งเป็นสินค้าส่งออกสำคัญของไทย ส่วนที่เหลืออีก 10% จะทยอยลดภาษีเหลือ 0% ในปี 2563 และปี 2566 เช่น เนื้อไก่ ข้าวสาลี ข้าว และน้ำตาล เป็นต้น ในส่วนสินค้าที่มีความอ่อนไหวสูง 23 รายการของไทย เช่น ข้าว นมผงขาดมันเนย กาแฟ ชา เป็นต้น แม้ภาษีในโควตาจะลดเหลือ 0% แล้ว แต่ไทยจะยังคงภาษีนอกโควตาอยู่ในอัตรา 36-226 %

ที่ผ่านมาทั้งสองฝ่ายสามารถใช้ประโยชน์จากเอฟทีเอขยายความร่วมมือทางการค้าระหว่างกัน โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าเนื้อสัตว์ เนื้อปลา ผัก ผลไม้สด และอาหารแปรรูป ขณะเดียวกันชิลีให้ความสำคัญกับการพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดเล็กและขนาดย่อม รวมถึงผู้ประกอบการสตาร์ตอัพ สอดคล้องยุทธศาสตร์การค้าของไทยที่เน้นพัฒนาศักยภาพ และความสามารถทางการแข่งขันของผู้ประกอบการรายย่อยเช่นกัน

ชิลีเป็นคู่ค้าอันดับ 3 ของไทยในภูมิภาคอเมริกาใต้ รองจากบราซิลและอาร์เจนตินา โดยสินค้าส่งออกสำคัญของไทยไปชิลี ในปี 2561 ช่วงไตรมาสแรก ได้แก่ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป เครื่องซักผ้าและเครื่องซักแห้งฯ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบฯ และผลิตภัณฑ์ยาง สินค้านำเข้าสำคัญของไทย สินแร่โลหะอื่นๆ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์ สัตว์น้ำสด แช่เย็น แช่แข็ง แปรรูปฯ ผัก ผลไม้และของปรุงแต่งที่ทำจากผัก ผลไม้ เยื่อกระดาษและเศษกระดาษ และปุ๋ย ยากำจัดศัตรูพืชและสัตว์ เป็นต้น.
_________
ที่มา มติชน