“สวัสดี” มาจากไหน? เมื่อไร? ใครเริ่ม-สวัสดี?

“สวัสดี” มาจากไหน? เมื่อไร? ใครเริ่ม-สวัสดี?

“สวัสดี” – เป็นคําที่คนไทยใช้ทักทายกันในชีวิตประจําวันมากที่ สุดคําหนึ่ง

ยิ่งถึงเทศกาลขึ้นปีใหม่, คริสต์มาส, สงกรานต์ ก็ยิ่งใช้เปลือง มากขึ้นกว่าเดิมอีกหลายเท่าเพราะคนไทย มักจะทักทายกันด้วยวลีที่ว่า “สวัสดีปีใหม่, สวัสดีวันคริสต์มาส, สวัสดีวันสงกรานต์”

“สวัสดี” มาจากไหน?

“เมื่อผมเพิ่งแตกเนื้อหนุ่มนั้น คําว่าสวัสดียังไม่มีใช้ในภาษาไทย…” พลตรี ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เขียนเล่าไว้ในคอลัมน์ “ซอยสวนพูล” (หนังสือพิมพ์สยาม – ฉบับวันศุกร์ที่ ๑๕ มีนาคม ๒๕๓๔)

อ้าว แล้วใครคิดคําว่า “สวัสดี” ขึ้นมาใช้ล่ะ

ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เขียนเล่าต่อไปว่า

“พระยาอุปกิตศิลปสาร ผู้ซึ่งเป็นอาจารย์ในภาษาไทย ซึ่งมีลูกศิษย์ลูกหามากมายที่สุดคนหนึ่งได้บัญญัติศัพท์คำว่าสวัสดีนี้ขึ้นสำหรับให้คนไทยได้ใช้ในการทักทายเมื่อพบปะกัน ให้ใช้ได้เป็นคำทักเมื่อแรกพบและคำลาเมื่อจะจากกัน”

จริงหรือที่ว่าพระยาอุปกิตศิลปสารคิดคำนี้ขึ้นใช้ในภาษาไทย

ท่านผู้หญิงสมโรจน์ สวัสดิกุล ณ อยุธยา ยืนยันไว้ในหนังสือสดุดีบุคคลสำคัญ (สำนักงานส่งเสริมเอกลักษณ์ของชาติ พิมพ์เผยแพร่ เมื่อ พ.ศ. 2528) ตอนหนึ่งว่า…

เมื่อ 47 ปีมาแล้ว นิสิตอักษรศาสตร์ปีที่ 1 และ 2 แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้รับจดหมายลาป่วยของลงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2478 จากอาจารย์ภาษาไทยคนหนึ่ง จดหมายนั้นแจ้งว่า ท่านอาจารย์ผู้นั้นเสียใจจริงๆ ที่ไม่อาจมาสอนในวันสุดท้ายของภาคปลายปีนั้นได้ ทั้งที่ทราบว่าเป็นวันสำคัญที่สุดของปี เพราะถัดมาจากวันนั้นแล้ว มหาวิทยาลัยจะหยุดให้นิสิตดูหนังสือเตรียมตัวสอบไล่ประจำปี

ข้อความในจดหมายที่อาจารย์ลาป่วยต่อลูกศิษย์เขียนมาเป็นข้อๆ ข้อที่ 2 มีใจความอันเป็นประวัติศาสตร์ที่คนไทยปัจจุบันพึงรู้พึงจำเพราะเป็นมรดกวัฒนธรรมทางประเพณีอันทันสมัยแก่คนไทยและชาติไทย ขอคัดมาดังนี้

“คำว่า ‘สวัสดี’ ที่ครูได้มอบไว้แต่ต้น โปรดจงโปรยคำอมฤตนี้ทุกครั้งเถิด จะใช้ ‘สวัสดี’ ห้วนๆ หรือ ‘สวัสดีขอรับ’ หรือ ‘สวัสดีขอรับคุณครู’ หรือจะเหยาะให้หวานว่า ‘สวัสดีขอรับคุณอาจารย์’ ครูเป็นปลื้มใจทั้งนั้น ถ้าสงเคราะห์ให้ได้รับความปิติยินดีแล้วเมื่อพบครูครั้งแรกไม่ว่าที่ไหน โปรดกล่าวคำนี้ ครูจะปลาบปลื้มเหลือเกิน ยิ่งเป็นที่อื่น เช่น ในกลางถนน บนรถราง ครูปลาบปลื้มเป็นทวีคูณ เพราะจะได้เป็นตัวอย่างแก่สาธารณชนชาวไทยทั่วไป เป็นความจริงนิสิตชายหญิงที่พบครูในที่ต่างๆ และกล่าวคำ ‘สวัสดี’ ทำให้ครูปลาบปลื้มจนต้องไปตรวจดูบัญชีชื่อว่าเป็นใครเสมอ

มีนิสิตหญิงผู้หนึ่ง เธอพบครูและกล่าวว่า ‘สวัสดีค่ะ’ แต่ครูไม่ได้ยิน เธอกล่าวอีกครั้งหนึ่งครูก็ไม่ได้ยิน แต่มีคนอื่นเขาเตือน ครูต้องวิ่งไปขอโทษ กว่าจะทันก็หอบครูจึงขอโทษไว้ก่อน คำอมฤตอันปลาบปลื้มที่สุดของครูนี้ ถ้าครูได้ยินก็จะตอบด้วยความยินดีเสมอ ที่ครูนิ่งไม่ตอบรับเป็นด้วยไม่ได้ยิน เพราะหูตาของครูเข้าเกณฑ์ชราภาพแล้วโปรดให้อภัยครู

ขอจงสอบได้ทุกคนเถิดนิสิตที่รักของครูทั้ง 2 ชั้น

(ลงนาม) พระยาอุปกิตศิลปสาร

ก็สรุปได้ว่า พระยาอุปกิตศิลปสาร(นิ่ม กาญจนาชีวะ) เป็นผู้คิดคำว่า ‘สวัสดี’ ขึ้นใช้ทักทายเมื่อพบปะกัน เมื่อแรกราว พ.ศ.2477-2478 ได้มอบคำนี้ให้นิสิตอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยใช้ทักทายครูก่อน หลังจากนั้นกรรมการชำระปทานุกรมและกรรมการโปรแกรมวิทยุกระจายเสียก็นำไปใช้ด้วย เป็นเหตุให้คำนี้แพร่หลายไปทั่วประเทศมาจนถึงทุกวันนี้ และคงจะสืบเนื่องต่อไปอีกนานเท่านาน

ถามว่าพระยาอุปกิตศิลปสารคิดค้นเอาคำว่า ‘สวัสดี’ มาจากไหน?
นายจำนงค์ ทองประเสริฐ ผู้เชี่ยวชาญด้านชำระพจนานุกรมของราชบัณฑิตยสถานอธิบายว่า…

“พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 ได้เก็บคำว่า ‘สวัสดิ์’ และ ‘สวัสดี’ ไว้คู่กัน และให้ความหมายไว้ดังนี้ ‘น.ความดี,ความงาม, ความเจริญรุ่งเรือง: คำทักทานหรือพูดขึ้นเมื่อพบหรือจากกัน’ เป็นคำที่มาจากภาษสันสกฤตว่า ‘สุ+อสฺติ’ แล้วแผลง อุ เป็น ว จึงเป็น ‘สฺวฺสฺติ’ ตรงกับภาษาบาลว่า ‘โสตถิ’ ซึ่งมาจากสุ+อตฺถิ ทั้ง ‘อสฺถิ’ และ ‘อตฺถิ’ ล้วนแปลว่า

‘มี’ ทั้งนั้น สุ เป็นค่าอุปสรรค(prefix ) แปลว่า ‘ดี, งาม, ง่าย’ ”

เรื่อง “สวัสดี” นี้ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช อธิบายไว้อย่างลึกซึ้งว่า

“คำว่าสวัสดีที่ใช้กันในภาษาไทยนั้นเป็นภาษาสันสกฤตเขียนเป็นว่า สฺววฺติ ภาษาสันสกฤตเป็นภาษาฝรั่ง เพราะฉะนั้นคำนี้ถ้าถอกลับเป็นอักษรโรมัน เสียอีกทีหนึ่ง เป็นคำว่า Svati ก็มีทางที่จะออกเสียงได้ถูกต้องมากที่สุด

และคำเดียวกันนี้ก็มีอยู่ในภาษาบาลี ซึ่งคนไทยใช้มาในทางศาสนา เพราะภาษาบาลีเป็นภาษาของศาสนาพุทธซึ่งคนไทยนับถือทั่วไป

ในภาษาบาลีนั้น คำว่า สฺวสฺติ ในภาษาสันสกฤตกลายเป็นนคำว่า โสตฺถิ อันเป็นคำที่เราไม่ค่อยจะได้พบเห็นกัน

อย่างไรก็ตามฮิตเลอร์ถือว่าคำนี้เป็นคำแห่งภาษาอริยกะ อันเป็นภาษาแห่งเผ่าชน ซึ่งฮิตเลอร์เลื่อมใส สนับสนุนส่งเสริมโดยไม่ลืมตา ด้วยเหตุนี้พรรคการเมืองของฮิตเลอร์ คือพรรคชาติสังคมนิยมจึงได้ถือเอาคเรื่องหมายสวัสดิกะ เป็นเครื่องหมายอของพรรค เรียกได้ว่าเป็นมงคลนิมิต

ดูประวัติความเป็นมาของคำว่า สวัสดิกะ หรือคำว่าสวัสดีตลอดจนเครื่องหมายของคำว่าสวัสดีแล้ว ก็จะเห็นได้ว่าสวัสดีนั้นมีความหมายแตกต่างกันมากมายเหลือเกิน ในบางครั้งสวัสดีก็หมายถึงเห่อเหิม บ้าอำนาจยกตนเป็นใหญ่กว่าผู้อื่น แต่อีกที่หนึ่ง สวัสดีนี้เองกลับกลายเป็นการสำรวมกาย สำรวมอินทรีย์และการละความชั่วได้ทั้งหมด

พูดง่ายๆ ถ้าสวัสดีนั้นใช้ภาษาบาลีว่า โสตฺถิแล้ว ความหมายของคำนี้เป็นไปในดีอย่างที่ได้ว่ามาแล้ว แต่ดูเหมือนว่าถ้าใช้รูปสันสกฤตแล้ว คำนี้ก็ยังแปลความว่ารุ่งโรจน์ ความเจริญ ความสุกสว่างอยู่นั่นเอง แต่ว่าดูเหมือนจะเป็นความเจริญ ความสุขต่างๆ ที่ได้มาด้วยอำนาจด้วยการใช้อำนาจ และด้วยความก้าวร้าวต่อผู้อื่น

ผมเคยคิดอยู่ในใจหลายปีมาแล้วว่าคำว่า สวัสดี เมื่อเราเอามาใช้ก็น่าจะเอามาใช้ทั้งภาษาสันสกฤตและภาษาบาลี เป็นต้น ว่าผู้ที่กล่าวคําทักจะใช้คําว่าสวัสดี แต่ผู้ที่รับคําทักหรือกําลังจะลาจากไป ก็น่าจะใช้ภาษาบาลีว่า โสตฺถิ อย่างนี้จะเป็นการเพิ่มความร่ำรวยแห่งภาษาขึ้นได้หรือไม่ และจะเป็นการแฝงความหมายอีกเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่มีความสําคัญอย่างยิ่งเอาไว้ในคำทักทายของเราด้วยหรือไม่ ?”

เรื่องสวัสดีก็มีอยู่เท่านี้

สวัสดี

เผยแพร่ครั้งแรกในระบบออนไลน์ เมื่อ 12 เมษายน พ.ศ.2562