เส้นทางมุ่งจันทบุรี “นอก” พงศาวดาร ของพระเจ้าตาก เลาะป่าดีกว่า!

เส้นทางมุ่งจันทบุรี “นอก” พงศาวดาร ของพระเจ้าตาก เลาะป่าดีกว่า!

ฤดูแล้ง เดือนยี่ พ.ศ. 2309 พระเจ้าตากสินมหาราช มหาบุรษของชาวไทยพร้อมทหารและชาวกรุงเก่าราว 500 คน ได้ละทิ้งเมืองหลวงที่โดนกองทัพอังวะล้อมเกือบทุกทิศทาง มุ่งหน้าสู่หัวเมืองตะวันออก ในพงศาวดารได้บันทึกเส้นทางเดินทัพของพระเจ้าตากสินไว้โดยละเอียด (แต่ก็ละเอียดเพียงบางช่วงเท่านั้น) และยังมีเส้นทางบางช่วงที่นักวิชาการตั้งข้อสังเกตว่า เส้นทางนั้นอาจไม่ใช่เส้นทางที่ใช้เดินทัพจริงหรือไม่?

พระเจ้าตากสินเริ่มรวบรวมผู้คนจากบริเวณ “อโยธยา” นอกเกาะเมืองที่วัดพิชัย เมื่อออกจากวัดพิชัยมุ่งหน้าไปทิศตะวันออกตามคลองข้าวเม่า เรื่อยไปจนถึงทุ่งพระอุทัย จากนั้นมุ่งสู่คลองสามบัณฑิต บริเวณบ้านโพธิ์สาวหาญ ซึ่งปรากฏการสู้รบกับกองทัพอังวะ นอกจากนี้บริเวณนี้ยังปรากฏตำนานสตรีมาขอเข้าร่วมทัพกับพระเจ้าตากสิน แสดงให้เห็นว่ามีการสะสมผู้คนตลอดทางที่ออกจากกรุงศรีอยุธยา
จากนั้นตัดเข้าสู่อำเภอวิหารแดง จังหวัดสระบุรี แล้วเข้าสู่อำเภอบ้านนา จังหวัดนครนายก ณ บริเวณนี้ ทรงได้รับช้างต้น เป็นช้างพังจากป่าเขาใหญ่ ที่พระเจ้าตากสินทรงช้างช้างนี้เข้าตีเมืองจันทบุรี ที่แห่งนี้ยังปรากฏชื่อเรียกว่า “วัดช้าง” ซึ่งอาจมีที่มาจากเหตุการณ์ถวายช้างต้นดังกล่าว ต่อมาจึงเดินทัพเลาะตามชายเขามุ่งสู่แม่น้ำปราจีนบุรี (ต้นแม่น้ำบางประกง) ข้ามแม่น้ำบริเวณด่านกบแจะ หรือบริเวณวัดกระแจะ ซึ่งเป็นเส้นทางควบคุมการคมนาคมและการค้าที่สำคัญมากแห่งหนึ่ง

จากนั้นจึงมุ่งหน้าลงทิศใต้สู่บริเวณอำเภอศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรี ลัดเลาะไปตามขอบชายดง กระทั่งกองทัพของพระเจ้าตากสินได้ปะทะกับกองทัพอังวะบริเวณปากน้ำเจ้าโล้ ซึ่งพวกอังวะได้มาตั้งทัพตามจุดยุทธศาสตร์สำคัญ ๆ การสงครามครั้งนี้นับเป็นการรบกันครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ออกจากกรุงศรีอยุธยาเป็นต้นมา

เมื่อเสร็จศึกบริเวณปากน้ำเจ้าโล้แล้ว ตามพงศาวดารได้ระบุว่าได้เดินทัพว่ามุ่งลงทิศใต้ เข้าสู่เมืองพานทอง (บริเวณลำน้ำพานทอง) อำเภอพนัสนิคม แล้วมุ่งหน้าบางปลาสร้อยหรือเมืองชลบุรี แล้วเดินทัพเบี่ยงไปทางทิศตะวันตกเลาะชายฝั่งทะเลสู่ ศรีราชา บางละมุง นาเกลือ พัทยา สัตหีบ ตามลำดับ ก่อนที่จะเข้าสู่เมืองระยอง

อย่างไรก็ดี อ. ศรีศักร วัลลิโภดม และวลัยลักษณ์ ทรงศิริ แสดงความคิดเห็นระหว่างการเสวนา “สู่หัวเมืองตะวันออก บนเส้นทางนอกพระราชพงศาวดาร” ว่า เส้นทางตั้งแต่เมืองพานทองเลาะชายทะเลแล้วเข้าเมืองระยองตามพงศาวดารนั้นอาจไม่สมเหตุสมผลเท่าใดนัก โดยให้เหตุผลพอสรุปได้ว่าเป็นเส้นทางที่อ้อมจึงทำให้เสียเวลามาก อ. ศรีศักร ยังให้ความเห็นอีกว่า เส้นทางนี้น่าจะเป็นความสับสนคลาดเคลื่อนกับเส้นทางตอนยกทัพออกจากจันทบุรีที่เลาะชายฝั่งทะเลไปกู้กรุงศรีอยุธยา
โดยเสนอว่าเส้นทางออกจากเมืองพานทองมานั้น ควรจะเบี่ยงมาทางทิศตะวันออก เลาะตามแนวชายป่า มุ่งหน้าสู่เมืองพญาเร่ บริเวณอำเภอบ่อทอง ซึ่งเป็นเขตที่สูงเต็มไปด้วยป่าเขา นั่นจึงเกิดคำถามว่า เหตุใดจึงมุ่งสู่พื้นที่ทุรกันดารมากกว่าจะเดินตามเส้นทางพงศาวดารบริเวณริมทะเล วลัยลักษณ์ ให้เหตุผลว่า เมืองพญาแร่เป็นเมืองบนเส้นทางการค้า “ของป่า” มีความสำคัญในหัวเมืองตะวันออกไม่แพ้เมืองชายทะเล จึงมิใช่เรื่องแปลกหรือมีข้อสงสัยว่าเหตุใดจึงควรเดินทัพมาทางเมืองพญาเร่ เดินทัพในแผ่นดินลึกดีกว่าเดินทัพเลาะชายทะเล
ตามข้อสันนิษฐานใหม่เสนอว่า พระเจ้าตากสินอาจเดินทัพเข้าสู่อำเภอปลวกแดง เข้าบ้านแม่น้ำคู้ มุ่งหน้าลงทิศใต้ไปยังเขาหินโข่ง ซึ่งเป็นจุดเดียวกันกับที่เส้นทางตามพงศาวดารที่ระบุว่าเดินทัพจากสัตหีบมาถึงเขาหินโข่งเช่นเดียวกัน
จากนั้นจึงทุ่งหน้าสู่อำเภอบ้านค่าย จังหวัดระยอง ซึ่งอาจตั้งข้อสังเกตว่า “บ้านค่าย” มาจากการที่พระเจ้าตากสินได้มาหยุดทัพพักบริเวณนี้
หลังจากอยู่ที่เมืองระยองนานราว 4 เดือน ก็เป็นช่วงเวลาเดียวกับที่กรุงศรีอยุธยาแตก และพระเจ้าตากสินก็สถาปนาพระองค์ขึ้นเป็น “เจ้า” เพื่ออ้างสิทธิธรรมเฉกเช่นเดียวกับก๊กอื่น ๆ หลังจากนั้นจึงเดินทัพมุ่งหน้าสู่เมืองจันทบุรีต่อไป