ASEAN Roundup ประจำเดือน ธันวาคม 2562-4 มกราคม 2563

ASEAN Roundup ประจำเดือน ธันวาคม 2562-4 มกราคม 2563

ASEAN Roundup ประจำวันที่ 29 ธันวาคม 2562-4 มกราคม 2563
สิงคโปร์บังคับใช้กฎหมายใหม่ 4 ฉบับต้นปี
กัมพูชาเปิดธนาคาร SME มีนาคมนี้
กัมพูชาเพิ่มเป้าหมายปลูกพืชผักลดการนำเข้า
เมียนมาผ่อนคลายกฎให้ SME เข้าถึงแหล่งเงิน
ลาวรับข้าราชการเพิ่มอีก 2,000 คน

สิงคโปร์บังคับใช้กฎหมายใหม่ 4 ฉบับต้นปี
สิงคโปร์เริ่มบังคับใช้กฎหมายใหม่ 4 ฉบับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2020 ได้แก่ กฎหมายกำหนดอายุผู้ซื้อบุหรี่ กฎหมายห้ามขับขี่สกูตเตอร์ไฟฟ้าบนทางเท้า กฎหมายกำหนดโทษการกระทำผิดที่เกิดจากการใช้เทคโนโลยี และกฎหมายการห้ามทิ้งก้นบุหรี่ไม่เป็นที่เป็นทาง

กฎหมายกำหนดอายุผู้ซื้อบุหรี่
ได้ปรับเพิ่มอายุผู้ซื้อบุหรี่ หรือมีไว้เพื่อสูบ หรือครอบครอง การจำหน่ายและจัดส่ง ขึ้นเป็นขั้นต่ำต้อง 20 ปีขึ้นไป จากเดิมที่กำหนดไว้ 19 ปี มีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2020

การบังคับใช้กฎหมายฉบับนี้เป็นผลจากการดำเนินการขั้นที่สองของแผนปฏิบัติการ 3 ปีของรัฐบาล ที่มีวัตถุประสงค์จะเพิ่มอายุขั้นต่ำที่ถูกต้องตามกฎหมายเป็น 21 ปี ในวันที่ 1 มกราคม 2021 กฎหมายฉบับนี้ผ่านการพิจารณาของสภาในปี 2017 และเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ไข พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ควบคุมยาสูบ (การควบคุมการโฆษณาและการจำหน่าย)

ผู้ค้าปลีกที่จำหน่ายบุหรี่ให้กับบุคคลที่มีอายุต่ำกว่ากฎหมายกำหนดอาจจะต้องโทษปรับ 5,000 ดอลลาร์สิงคโปร์หากกระทำผิดครั้งแรก แต่การกระทำผิดครั้งต่อไปโทษปรับเพิ่มเป็น 10,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ และจะถูกระงับใบอนุญาตการขายปลีกสำหรับการกระทำผิดครั้งแรก ส่วนการกระทำผิดครั้งต่อไปจะถูกริบใบอนุญาตคืน

ผู้สูบบุหรี่ที่มีอายุต่ำกว่ากฎหมายหากพบการกระทำผิด ทั้งการสูบบุหรี่ การซื้อ หรือมีในครอบครองจะต้องโทษปรับเป็นเงิน 300 ดอลลาร์สิงคโปร์

กฎหมายห้ามขับขี่สกูตเตอร์ไฟฟ้าบนทางเท้า
สิงคโปร์ได้ห้ามการขี่สกูตเตอร์ไฟฟ้าบนทางเท้ามาตั้งแต่วันที่ 5 พฤศจิกายน 2019 แต่ที่ผ่านมายังไม่มีการลงโทษผู้ที่ฝ่าฝืน เนื่องจากเป็นช่วงการให้ความรู้ความเข้าใจ เจ้าหน้าที่ได้เพียงแต่ตักเตือนเท่านั้น เพื่อให้ประชาชนมีเวลาในการปรับตัว อย่างไรก็ตาม กรมการขนส่งเปิดเผยว่าไม่มีการกระทำผิด

นับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2020 ผู้ที่ฝ่าฝืนจะต้องโทษปรับเป็นเงิน 2,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ และหรือต้องโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน

สำหรับผู้ที่มีอาชีพจัดส่งอาหารที่ต้องใช้สกูตเตอร์ไฟฟ้า รัฐบาลมีเวลาให้นำมาแลกเป็นเงินสดได้จนถึงสิ้นปีที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม ประชาชนสามารถใช้สกูตเตอร์ไฟฟ้าได้ในเส้นทางปั่นจักรยานหรือสถานที่สำหรับจอดแล้วจร

กฎหมายกำหนดโทษการกระทำผิดที่เกิดจากการใช้เทคโนโลยี
การบังคับใช้บทลงโทษที่ปฏิรูปได้เริ่มขึ้นแล้วในวันที่ 1 มกราคม 2020 สำหรับการกระทำผิดที่เกิดขึ้นจากการใช้ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี เช่น ถ้ำมอง (voyeurism) พฤติกรรมการส่งไฟล์ลามก หรือการส่งภาพที่แสดงให้เห็นอวัยวะเพศ (cyber flashing)การรวบรวมและเผยแพร่ข้อมูลส่วนตัวของบุคคลอื่นทางออนไลน์เพื่อให้เกิดความอับอาย (doxxing)

กฎหมายมีบทลงโทษที่หนักขึ้นสำหรับผู้กระทำผิดที่มีคนอ่อนแอหรือเยาวชนตกเป็นเหยื่อ ซึ่งครอบคลุมถึงการกระทำผิดต่อเด็กที่อายุต่ำกว่า 14 ปี คนรับใช้ในบ้าน และผู้เจ็บป่วยทางจิตหรือผู้พิการทุพพลภาพ

นอกจากนี้ ยังมีบทลงโทษสำหรับการกระทำผิดทางเพศต่อเหยื่อซึ่งเป็นเยาวชนที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปีแต่ไม่ต่ำกว่า 16 ปี ซึ่งเป็นช่วงอายุที่สามารถยินยอมต่อกิจกรรมทางเพศ แม้อายุที่สามารถยินยอมต่อกิจกรรมทางเพศจะไม่เปลี่ยนแปลงที่ 16 ปี แต่การกระทำชำเรา หรือการล่อลวงเพื่อวัตถุประสงค์ทางเพศต่อเด็กที่มีอายุ 16-18 ปี จะถูกจัดว่าเป็นอาชญากรรม

สำหรับการกระทำผิดรูปแบบอื่นยังครอบคลุมการสื่อสารทางเพศกับเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 16 ปี การมีเพศสัมพันธ์ต่อหน้าเด็กหรือบังคับให้เด็กดูภาพการร่วมเพศ รวมทั้งมีการยกเลิกการคุ้มครองกรณีการข่มขืนหรือบังคับสามีหรือภรรยาให้ร่วมประเวณี และการพยายามฆ่าตัวตายก็จะจัดว่าเป็นอาชญากรรม

กฎหมายการห้ามทิ้งก้นบุหรี่ไม่เป็นที่เป็นทาง
เจ้าหน้าที่จะเข้มงวดขึ้นในการดำเนินการกับผู้ที่ทิ้งก้นบุหรี่ หรือวัสดุติดไฟไม่เป็นที่เป็นทางเพื่อลดโอกาสการเกิดไฟไหม้

ในกรณีที่บุคคลใดบุคคลหนึ่งทิ้ง วาง หย่อน หรือเหน็บวัสดุที่อาจจะทำให้ไฟลุกไหม้ เช่น ก้นบุหรี่ที่ยังดับไม่หมด ภายใน 60 นาทีในจุดใดจุดหนึ่งภายใน 60 นาทีหลังจากนั้น หรือเกิดไฟลุกไหม้ในสถานที่หรือบริเวณใกล้เคียง ก็จะถือว่าบุคคลนั้นเป็นสาเหตุทำให้เกิดไฟไหม้ ยกเว้นว่าพิสูจน์ได้ไม่ได้เป็นต้นเหตุ

ผู้ที่กระทำผิดจะต้องโทษจำคุกสูงสุด 7 ปี และ/หรือต้องโทษปรับ
ในครึ่งปีแรกของปี 2019 การทิ้งก้นบุหรี่ทำให้ไฟไหม้ต้นหญ้าข้างทาง 555 ครั้งเพิ่มขึ้น 56% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
กัมพูชาเปิดธนาคาร SME มีนาคมนี้
ธนาคาร SME ซึ่งเป็นสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐจะ เปิดดำเนินการอย่างเป็นทางการในเดือนมีนาคมนี้ เพื่อเป็นช่องทางในการเข้าถึงแหล่งเงินของผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมหรือ SME หลังจากรัฐบาลได้อนุมัติเงินงบประมาณเรียบร้อยแล้ว

ธนาคาร SME จัดตั้งขึ้นโดยรัฐบาลสังกัดกระทรวงเศรษฐกิจและการเงิน เพื่อให้ความช่วยเหลือทางการเงินธุรกิจ SME ที่ต้องการเงินทุนไปขยายการผลิตและการแปรรูปสินค้าเกษตรในประเทศ

เต้ เตียง ปอร์ ประธานสมาพันธ์ธุรกิจ SME ให้ความเห็นว่า ธนาคาร SME จะเป็นปัจจัยเสริมให้กับธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมที่มีข้อจำกัดมานานเพราะไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินได้ ดังนั้นธุรกิจ SME ที่ยังไม่จดทะเบียนธุรกิจควรที่จะรีบดำเนินการจดทะเบียนกิจการเพื่อที่จะได้รับความช่วยเหลือ

ธนาคาร SME ซึ่งได้รับทุนประเดิมจากรัฐบาลจำนวน 100 ล้านดอลลาร์ จะต้องส่งเสริมธุรกิจสตาร์ทอัปในประเทศด้วย ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มเป้าหมายหลักนอกเหนือจาก เกษตร การผลิต การท่องเที่ยว ทั้งเพื่อจำหน่ายในประเทศและส่งออก

สมเด็จอัครมหาเสนาบดีเดโช ฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา กล่าวว่า รัฐบาลได้อนุมัติงบประมาณเป็นทุนประเดิมธนาคาร SME ในเดือนธันวาคม 2019

นายจาม ประสิด รัฐมนตรีกระทรวงอุตสาหกรรมและหัตถกรรม เตือนให้ SME รีบจดทะเบียนธุรกิจเพื่อรับสิทธิประโยชน์ทางภาษีจากภาครัฐ ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการผลิต และเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันในตลาด

ปัจจุบันมีธุรกิจกว่า 500,000 แห่งที่เป็นผู้ประกอบการ SME ทั่วประเทศ แต่มีเพียง 5% เท่านั้นที่จดทะเบียนถูกต้อง การจดทะเบียนธุรกิจจะช่วยให้การจัดการง่ายขึ้น รวมทั้งได้รับความช่วยเหลือทางวิชาการและอื่นๆ จากรัฐ
กัมพูชาเพิ่มเป้าหมายปลูกพืชผักลดการนำเข้า
กระทรวงเกษตรของกัมพูชาเริ่มดำเนินการผลักดันให้มี การปลูกพืชผักมากขึ้นเพื่อลดการนำเข้าในปี 2019 ทั้งประเทศปลูกผักนานาชนิดในพื้นทั้งหมด 58,000 เฮกตาร์ ตอบสนองความต้องการของตลาดในประเทศได้ 68%

นายสรี วุธี โฆษกกระทรวงเกษตรของกัมพูชา เปิดเผยว่า ภายในปี 2023 พื้นที่การปลูกผักจะเพิ่มขึ้นเป็น 63,000 เฮกตาร์ ตอบสนองความต้องการของตลาดได้ 76% และยังลดการขาดดุลการชำระเงินของประเทศ เนื่องจากมีการนำเข้ามากกว่าส่งออก

“กระทรวงวางแผนที่จะส่งเสริมการปลูกผักทั่วประเทศให้มากขึ้นเพื่อตอบสนองตลาดในประเทศและยังลดการนำเข้าผักจากประเทศเพื่อนบ้านอีกด้วย” นายสรีกล่าว

กัมพูชานำเข้าผักจากไทยและเวียดนาม โดยมีการนำเข้าจากเวียดนาม 85 ตัน และจากไทย 44 ตันต่อวัน เพื่อกระจายในตลาดพนมเปญและอีก 8 จังหวัดใกล้เคียงเท่านั้น

นายสรีกล่าวว่า การนำเข้าจากเวียดนามในช่วงโลว์ซีซันเพิ่มขึ้นมาก เพราะการผลิตในประเทศไม่เพียงพอต่อการความต้องการ

ขณะที่นายยัง แสง กุมา ประธานศูนย์การศึกษาและพัฒนาเกษตรกัมพูชา ให้ความเห็นว่า รัฐบาลควรพิจารณาจำกัดการนำเข้าผักจากต่างประเทศชั่วคราว ในช่วงฤดูเก็บเกี่ยวผลผลิตในประเทศ ซึ่งจะช่วยให้เกษตรกรไม่ได้ต้องตัดราคาขายต่ำกว่าต้นทุน และประสบกับการขาดทุน เป็นการแก้ไขปัญหาการตลาด ซึ่งจริงๆ แล้วรัฐบาลสามารถห้ามการนำเข้าผักบางประเภทจากต่างประเทศเป็นการชั่วคราวได้ เพื่อรักษาผลประโยชน์ของเกษตรกรในประเทศ
เมียนมาผ่อนคลายกฎให้ SME เข้าถึงแหล่งเงิน
กระทรวงวางแผน การคลังและอุตสาหกรรม เมียนมา ได้ ผ่อนคลายหลักเกณฑ์ให้กับธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในประเทศ ที่มีผลประกอบการย้อนหลังเพียง 1 ปี สามารถยื่นขอสินเชื่อได้

เดิมธุรกิจ SME ที่มีผลประกอบการย้อนหลัง 2 ปีขึ้นไปเท่านั้นที่สามารถยื่นของเงินกู้ได้
ดอว์ เอ เอ วิน อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมกล่าวว่า รัฐบาลกำลังวางแผนที่จะให้สินเชื่อแก่ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมที่มีผลประกอบการ 1 ปีขึ้นไปแต่ไม่ใช่ทุกราย โดยจะพิจารณาจากศักยภาพที่จะประสบความสำเร็จ

โดยทั่วไป ธุรกิจ SME มักจะไม่สามารถนำหลักฐานการชำระภาษีมาประกอบการขอสินเชื่อจากธนาคารได้ เนื่องจากส่วนใหญ่มีกำไรต่ำกว่า 10 ล้านจ๊าดต่อปี ซึ่งเป็นระดับที่ได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้

กรมพัฒนาธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมได้ยกเลิกหลักเกณฑ์ที่กำหนดให้ SME ที่มีกำไรต่ำกว่า 10 ล้านจ๊าดต่อปี ไม่ต้องนำเอกสารภาษีมาแสดง ปัจจุบันในการขอสินเชื่อธนาคารพาณิชย์จะขอเอกสารการชำระภาษีจากธุรกิจ SME ซึ่งก็ต้องไปขอจากกรมสรรพากรให้ออกใบรับรอง

นอกจากนี้กรมพัฒนาธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมยังหารือที่จะยกขยายวงเงินการค้ำประกันสินเชื่อให้กับธุรกิจ SME จาก 20 ล้านจ๊าดเป็น 100 ล้านจ๊าด

สำหรับอัตราดอกเบี้ยที่ธุรกิจ SME ต้องจ่ายสำหรับเงินกู้คือ 13% ต่อปี ซึ่งเป็นอัตราเดียวกับการค้ำประกันเงินจาก USAID ที่ให้กับธุริกจ SME ภาคเกษตรและเจ้าของกิจการ

ลาวรับข้าราชการเพิ่มอีก 2,000 คน
ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีระบุว่า รัฐบาลได้เพิ่ม อัตราข้าราชการพลเรือนประจำปี 2020 อีก 2,000 คน จากที่เพิ่มขึ้น 1,500 คนในปี 2019 แต่ก็ยังต่ำกว่าปี 2018 ที่เพิ่มขึ้นถึง 3,000 คน

ภายในเดือนกรกฎาคมนี้ จะมีการจัดสรรอัตรากำลังไปยังหน่วยงานต่างๆ ทั้งในส่วนกลางและส่วนท้องถิ่น ซึ่งกรมบริหารข้าราชการพลเรือน กระทรวงมหาดไทย ทำหน้าที่ร่วมกันในการจัดสรรอัตรากำลัง โดยจัดสรรจำนวน 1,017 รายให้กับกระทรวงศึกษาและการกีฬา ซึ่ง 1,040 รายเป็นข้าราชการครู ส่วนกระทรวงสาธารณสุขได้รับอัตรากำลัง 300 ราย กระทรวงกสิกรรมและป่าไม้ได้ 51 รายกระทรวงสารสนเทศ วัฒนธรรมและการท่องเที่ยวได้อัตรากำลัง 38 ราย ส่วนที่เหลือจัดสรรให้กับกระทรวงอื่นๆ

อย่างไรก็ตาม จากการสำรวจของกรมพัฒนาระบบราชการสังกัดกระทรวงมหาดไทย พบว่า ในหลายหน่วยงานมีอัตรากำลังเกินความต้องการ ทำให้เป็นภาระต่องบประมาณของรัฐในการจ่ายเงินเดือนสวัสดิการและอื่น ซึ่งบางหน่วยงานรับคนเข้ามาเกินปริมาณงาน ดังนั้นต่อไปนี้จะมีการตรวจสอบการบริหารงานบุคคลในแต่ละกระทรวง

รัฐบาลได้เรียกร้องทุกส่วนงานทั้งในส่วนกลางและส่วนท้องถิ่นให้สำรวจอัตรากำลังที่มีและแยกให้ชัดเจนว่าตำแหน่งไหนจำเป็นตำแหน่งไหนไม่จำเป็น

ในปี 2018 ลาวมีข้าราชการพลเรือนจำนวน 184,000 รายคิดเป็น 2.8% ของประชากรทั้งหมดซึ่งถือว่ามากเกินไป โดยที่ 26,000 รายทำงานในส่วนกลางและ 165,900 ทำงานในระดับท้องถิ่น ซึ่งเป็นระดับจังหวัด 36,000 รายและ 120,700 รายเป็นระดับอำเภอ

งบประมาณการจ่ายเงินเดือนข้าราชการคิดเป็น 40% ของรายจ่ายทั้งหมดของรัฐในหลายประเทศ แต่ที่ลาวกลับมีสัดส่วนถึง 50% ของงบรายจ่ายทั้งหมดของปี 2018