อจ.รัฐศาสตร์ชี้ ‘วิ่งไล่ลุง-เดินเชียร์ลุง’ ล้อกัน หวังวัดแรงหนุน

อจ.รัฐศาสตร์ชี้ ‘วิ่งไล่ลุง-เดินเชียร์ลุง’ ล้อกัน หวังวัดแรงหนุน

เมื่อวันที่ 11 มกราคม ผศ.วันวิชิต บุญโปร่ง อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวถึงกิจกรรม “วิ่งไล่ลุง” ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 12 มกราคม 2365 ที่สวนวชิรเบญจทัศ หรือสวนรถไฟ ว่า ปรากฏการณ์นี้เป็นการบ่มเพาะเวลาของการถูกจำกัดการแสดงออก หมายความว่าการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่โลดแล่นในโลกออนไลน์ผ่านการโพสต์แสดงความคิดเห็นนั้นไม่สามารถสร้างพลานุภาพในพื้นที่ข่าวให้มีการรวมตัวชุมนุมกันได้ เพราะกับดักทางความคิดในการเคลื่อนไหวทางการเมืองของประเทศไทยค่อนข้างสร้างความกังวลและแรงกดดันให้กับกลุ่มผู้มีอำนาจ ซึ่งการสร้างอำนาจต่อรองมาจากการชุมนุมโดยการดูปริมาณของผู้เข้าร่วมเป็นหลักมาโดยตลอด เป็นการสร้างเครื่องมือความชอบธรรมให้กับกลุ่มที่เคลื่อนไหวทางการเมืองเอาไปสร้างการเคลื่อนไหวกิจกรรมทางการเมืองครั้งต่อไป

ผศ.วันวิชิตกล่าวว่า การเคลื่อนไหวเช่นนี้จึงเป็นการพยายามศึกษาหาวิธีการ เพื่อไม่ให้นำไปสู่การที่เจ้าหน้าที่บ้านเมืองอาศัยช่องทางกฎหมายควบคุมกำกับการเคลื่อนไหวกิจกรรมการเมือง หรือมาตรการต่างๆ ผ่าน พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ กลายเป็นกิจกรรมที่ออกแบบให้เห็นว่าไม่มีการปราศรัย ตั้งเวทีชุมนุมปลุกระดมมวลชนในลักษณะไฮด์ปาร์คเหมือนสมัยก่อน นับเป็นวิธีการที่แปลกใหม่ มีการแสดงออกสัญลักษณ์ทางการเมืองผ่านรูปแบบสินค้าในเชิงสัญลักษณ์

ผศ.วันวิชิตกล่าวว่า ส่วนจะถือว่าเป็นการลงถนนหรือไม่นั้น สามารถมองได้ เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่ากิจกรรมเหล่านี้ต้องใช้พื้นที่สัญจรเป็นหลัก ทั้งนี้ กลุ่มที่เคลื่อนไหวทางการเมืองก็พยายามหาคำอธิบายว่าจะไม่สร้างผลกระทบต่อผู้ใช้พื้นที่สาธารณะ ตราบใดที่ยังไม่สร้างผลกระทบและได้รับการสนับสนุน ก็เห็นว่าเป็นเรื่องปกติ ยังไม่นำไปสู่การกล่าวหาได้ แต่หากเป็นการปลุกระดมมวลชนและยกระดับไปสู่การใช้ความรุนแรง ผิดแผกจากเจตนารมณ์เดิม โดยสร้างเงื่อนไขความเดือดร้อนแก่สาธารณะก็อาจถูกตั้งข้อหาและนำไปสู่การดำเนินคดี

“การมีกิจกรรมวิ่งไล่ลุงและเดินเชียร์ลุงพร้อมกัน ส่วนตัวมองว่าเป็นการแสดงแรงกดดันต่อกันว่าแต่ละฝ่ายก็มีมวลชนสนับสนุน ไม่ได้เห็นคล้อยตามกับอีกกลุ่มหนึ่ง อย่างไรก็ตาม การเมืองไทยลักษณะเช่นนี้ยังมีความหลากหลาย และคนที่เห็นต่างยังสามารถมาร่วมกันได้ ซึ่งไม่ว่ากลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างวิ่งไล่ลุงจะทำกิจกรรมอะไรต่อจากนี้ไป กลุ่มที่สนับสนุนรัฐบาล หรือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ก็จะสร้างกิจกรรมล้อกันไปเพื่อรักษาแนวร่วมของตนเองไม่ให้ห่าง หรือตกกระแส

“ทั้งนี้ ต้องดูว่าคนที่ร่วมกิจกรรมลักษณะนี้จะมีพลังมากน้อยแค่ไหน แน่นอนว่าความได้เปรียบของกิจกรรมวิ่งไล่ลุงมีมากกว่า เพราะมีคนที่เบื่อหรือมองเห็นความบกพร่อง รวมถึงข้อผิดพลาดในการบริหารงาน เป็นปรากฏการณ์จิตวิทยาทางการเมือง และเป็นเรื่องธรรมดาเมื่อผู้นำบริหารประเทศมาเป็นระยะเวลาเข้าสู่ปีที่ 6 ซึ่งถือว่ายาวนานระดับหนึ่ง จึงอาจจะมีผลขยายแนวร่วมคนที่ไม่พอใจรัฐบาลมากขึ้น แต่จะมาจากการปัญหาเรื่องการบริหารเศรษฐกิจอย่างมีประสิทธิภาพมากกว่า ในขณะที่คำอธิบายของฝ่ายผู้สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ก็จะมองว่า พล.อ.ประยุทธ์ยังมีความเหมาะสม มีภาพของความซื่อสัตย์สุจริต หรือมีจุดแข็งในเรื่องของหลักศีลธรรมอันดี มีความจงรักภักดีต่อสถาบันหลักของชาติ ไม่มีนอกมีใน หรือมีผลประโยชน์ทับซ้อนทางธุรกิจเมื่อเทียบกับกลุ่มการเมืองเดิมที่เคยเข้ามาบริหารประเทศ เป็นคำอธิบายอีกชุดที่สนับสนุน แต่ปริมาณย่อมน้อยลงเพราะอยู่ในพื้นที่สว่าง เป็นเป้าของการตรวจสอบในฐานะที่เป็นรัฐบาล ในขณะที่กลุ่มเคลื่อนไหวฝ่ายตรงข้ามยังไม่มีอำนาจเข้ามาบริหาร หรือการขับเคลื่อนนโยบายใดๆ” ผศ.วันวิชิตกล่าว

ผศ.วันวิชิตกล่าวอีกว่า กิจกรรมทางการเมืองในลักษณะนี้จะดำเนินต่อไป แต่อาจปรับไปตามบรรยากาศหรือสถานการณ์ เพราะกิจกรรมลักษณะนี้มีข้อสังเกตที่น่าสนใจ เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมามีเรื่องค่าละอองฝุ่น PM 2.5 ดังนั้น ผู้จัดอาจมองว่าหากออกกำลังกายในภาวะเช่นนี้อาจกระทบต่อสุขภาพ รูปแบบกิจกรรมลักษณะนี้อาจไม่เหมาะสมในบางสถานการณ์ อาจมีการปรับเปลี่ยนกิจกรรมนอกพื้นที่ เช่น ในต่างจังหวัด หัวเมืองใหญ่ หรือในรูปแบบอื่น อย่างไรก็ตาม เชื่อว่ากิจกรรมลักษณะนี้จะดำเนินต่อไป

“กิจกรรมทางการเมืองเช่นนี้ไม่เป็นพิษเป็นภัยกับใคร หากฝ่ายหนึ่งทำได้อีกฝ่ายหนึ่งก็มีสิทธิทำได้ เพียงแต่ต้องระมัดระวังไม่ให้เกิดรอยร้าวหรือความแตกแยกของผู้คนทางการเมือง จนไม่สามารถประสานได้ ขอให้มองว่าเป็นการตรวจสอบ เป็นการปรับตัวและแก้ไขของอีกฝ่ายที่ต้องการแสดงให้เห็นว่าไม่พอใจการทำงานในรูปแบบใดก็ตาม ซึ่งอีกฝ่ายต้องปรับตัว ลดความไม่พอใจของอีกฝ่ายให้ได้ การเมืองจึงจะสามารถอยู่ในภาวะที่พูดคุยกันได้” ผศ.วันวิชิตกล่าว